WMO เผย 11 ปีโลกร้อนที่สุด เตือนโลก ‘เสียสมดุลพลังงาน’ กระทบเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว พร้อมหนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ได้รายงานสถานการณ์ภูมิอากาศโลกประจำปี โดยยืนยันว่าช่วงปี  2558 – 2568 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ ซึ่งปี 2568 มีอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม (ค.ศ. 1850–1900) ประมาณ 1.43 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ปีดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 หรือ 3 เท่าที่เคยมีการจดบันทึกมา ทั้งนี้ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และพายุหมุนเขตร้อน ล้วนสร้างผลกระทบและความเสียหายอย่างเป็นวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนถึงความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน

วันที่ 23 มีนาคมของทุกปี ตรงกับ วันอุตุนิยมวิทยาโลก ภายใต้หัวข้อ “Observing Today, Protecting Tomorrow” เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการติดตามสภาพอากาศและการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต  องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้มีการเผยแพร่ รายงาน State of the Global Climate 2025 ที่ได้มีการประเมินสภาพภูมิอากาศโลก ผ่านตัวชี้วัดสำคัญ ได้แก่ อุณหภูมิโลก ก๊าซเรือนกระจก ความร้อนในมหาสมุทร ระดับน้ำทะเล ค่า pH ของมหาสมุทร ปริมาณน้ำแข็งทะเล และมวลน้ำแข็งของธารน้ำแข็ง ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ได้บรรจุตัวชี้วัดความไม่สมดุลทางพลังงานของโลก (earth’s energy imbalance หรือ EEI) เข้าไว้ในรายงานด้วย 

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนว่า El Niño – Southern Oscillation (ENSO) หรือความผันผวนของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกและความกดอากาศที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก เช่น คลื่นความร้อน น้ำท่วม หรือภัยแล้ง และ Indian Ocean Dipole (IOD) ซึ่งเป็นปรากฎที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาแบบไม่เป็นคาบที่แน่นอนของอุณหภูมิผิวน้ำทะเล โดยมีช่วงที่เรียกว่า ขั้วบวก ขั้วลบ และเป็นกลาง ส่งผลต่อฝนตกและสภาพอากาศในเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย นั้นล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนสภาพภูมิอากาศโลก พร้อมกับมีการวิเคราะห์เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นในปี 2568 เช่น คลื่นความร้อนและความหนาวจัด น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุหมุนเขตร้อน รวมถึงมีกรณีศึกษาที่สำรวจผลกระทบของภูมิอากาศและคลื่นความร้อนต่อสุขภาพ 

โดยรายงานระบุว่าสามปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติการณ์ จากการสังเกตอุณหภูมิพื้นดินและมหาสมุทรย้อนหลัง 176 ปีความร้อนที่สะสมอยู่บนพื้นผิวโลกและในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์คิดเป็นเพียง ร้อยละ 1 ของพลังงานส่วนเกินที่ก๊าซเรือนกระจกกักไว้ ขณะที่ ร้อยละ 91 ถูกดูดซับโดยมหาสมุทรในรูปแบบความร้อน ร้อยละ 3 ทำให้เกิดการละลายของน้ำแข็งและธารน้ำแข็ง และร้อยละ 5 ถูกเก็บไว้ในทวีปต่าง ๆ นอกจากนี้ มหาสมุทรยังดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมมนุษย์ราว 29% ในทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความเป็นกรดในมหาสมุทร (ocean acidification)

อย่างไรก็ดี ในปี 2568 มหาสมุทรได้สะสมความร้อนสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ขณะเดียวกันปริมาณน้ำแข็งสูงสุดประจำปีในอาร์กติก อยู่ในระดับต่ำที่สุดหรือเป็นอันดับที่สองต่ำสุดของการบันทึก ทั้งข้อมูลจากดาวเทียมยังชี้ว่าธารน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาและกรีนแลนด์สูญเสียมวลน้ำแข็งอย่างมาก การละลายของน้ำแข็งทั้งบนบกและธารน้ำแข็ง รวมกับมหาสมุทรที่ร้อนขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราการเพิ่มขึ้นเร่งตัวตั้งแต่เริ่มมีการสังเกตด้วยดาวเทียมในปี 2536

จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระบบโลก ล้วนส่งผลกระทบต่อมนุษย์และธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยทำให้เกิดผลพวงตามมาทั้งความมั่นคงทางอาหารและการอพยพย้ายถิ่นเกิดขึ้น เมื่อเหตุการณ์ภัยพิบัติบรรจบกับพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูงและมีความสามารถในการปรับตัวจำกัด ดังนั้น Celeste Saulo เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) จึงเน้นย้ำความสำคัญว่า “รายงาน State of the Global Climate มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านนโยบายและการวางแผน” และเสริมว่า “การสังเกตสภาพอากาศวันนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการพยากรณ์อากาศเท่านั้น แต่ยังช่วยปกป้องวันพรุ่งนี้ของเราด้วย”

● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
WMO ยืนยัน “ปี 2567 ร้อนที่สุด” เท่าที่มีการบันทึกมา เรียกร้องรัฐบาลทั่วโลกทำแผนระดับชาติด้านสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่
‘เอเชีย’ ได้รับผลกระทบ Climate Change มากที่สุด รายงาน WMO ชี้ปี 2566 หลายประเทศร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ เสี่ยงภัยพิบัติรุนเเรงขึ้น
– กลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดออกเอกสารแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและชดเชยทางการเงินให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบ
– ‘Glasgow Climate Pact’ ข้อตกลงจากการประชุม COP26 ที่ยังคงเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลก ‘1.5°C’ แต่ล้มเหลว ‘ยุติการใช้ถ่านหิน’
– การศึกษาใหม่พบว่าโลกเหลือพื้นที่ที่ยังคงมีสภาพทางนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์เพียง 3% เท่านั้น
– รายงานสถานะแนวปะการังจากข้อมูล 40 ปี พบว่า โลกสูญเสียแนวปะการังไปถึง 14% ภายในช่วงแค่สิบปีที่ผ่านมา
SDG Updates | ท่ามกลางคราบน้ำมัน และ Climate Change: ทะเลและมหาสมุทรยังเป็นความหวังใหม่ 

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
– (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
#SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
– (14.2) บริหารจัดการและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบที่มีนัยสำคัญ รวมถึงโดยการเสริมภูมิต้านทานและปฏิบัติการเพื่อฟื้นฟู เพื่อบรรลุการมีมหาสมุทรที่มีสุขภาพดีและมีผลิตภาพ ภายในปี 2563
– (14.3) ลดและแก้ปัญหาผลกระทบของการเป็นกรดในมหาสมุทร โดยรวมถึงผ่านทางการเพิ่มพูนความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ในทุกระดับ

แหล่งที่มา : 
WMO Flagship Highlights Earth’s Energy Imbalance (SDG Knowledge Hub
รู้จักปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole คืออะไร ส่งผลกระทบอย่างไรกับประเทศไทย (thairath)
Earth’s climate swings increasingly out of balance (WMO)

Author

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นและรายละเอียดของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับและใช้เพื่อการพัฒนาการสื่อสารองค์ความรู้ของ SDG Move เท่านั้น
* หมายถึง ข้อมูลที่จำเป็น