SDG Updates | ส่องสถานการณ์วัณโรคไทย: หนึ่งปัญหาโรคติดต่อ (จากคนสู่คนผ่านทางอากาศ) ที่อยู่กับเรามานาน

ท่ามกลางการระบาดของโควิด 19 ยังมีอีกหนึ่งภัยคุกคามทางสุขภาพที่เป็นความท้าทายของไทยมาอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ ‘วัณโรค’ (Tuberculosis – TB) โดยตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ปี 2559 ประเทศไทยติดอันดับเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูง ขณะที่วัณโรคถือเป็นหนึ่งประเด็นสำคัญที่จะต้อง ‘ยุติการแพร่ระบาด’ ให้ได้ตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายในปี 2573

SDG Updates วันนี้ ชวนผู้อ่านสำรวจสถานการณ์วัณโรคที่อยู่กับบ้านเมืองเรามานานฉบับรวบรัด กับความเร่งด่วนในการป้องกันและแก้ไข เพื่อให้เราสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากวัณโรคลงได้ 90% และลดอุบัติการณ์ลงได้ 80% จากฐานปี 2558 บนเส้นทางการ ‘ยุติการแพร่กระจายของวัณโรค (และโรคติดต่ออื่น ๆ) ภายในปี 2573’ ตาม #SDG3 (3.3) เพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดีของเราทุกคนได้สำเร็จ

เพราะวัณโรคเป็นโรคที่สามารถ ‘ป้องกันได้’ และ ‘รักษาได้’ และต้องจัดการไปพร้อมกับปัจจัยที่ส่งผลต่อโรค เช่น ความยากจน ความเปราะบางและชนชายขอบ ภาวะทุพโภชนาการ ไปจนถึงให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยง อาทิ เรือนจำ กลุ่มแรงงานข้ามชาติ และพื้นที่บริเวณชายแดน เป็นต้น


รายงานวัณโรคของโลกปี พ.ศ. 2563 (Global Tuberculosis Report 2020 – ข้อมูลปี 2562) โดยองค์การอนามัยโลก ประมาณว่าประชากร 10.0 ล้านคน (ช่วงระหว่าง 8.9 – 11.0 ล้านคน) ป่วยไข้จากวัณโรคในปี 2562 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในปีเดียวกัน มีประมาณ 1.2 ล้านคน (ช่วงระหว่าง 1.1 – 1.3 ล้านคน) ที่เสียชีวิตจากวัณโรค ซึ่งลดลงจาก 1.7 ล้านคนจากปี 2543 และมีอีกประมาณ 208,000 คน (ช่วงระหว่าง 177,000 – 242,000) เป็นการเสียชีวิตของผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อ HIV (ลดลงจาก 678,000 คนในปี 2543) ทั้งนี้ หากพินิจระหว่างเพศ เพศชายที่อายุ 15 ปีหรือมากกว่า คิดเป็น 56% ของผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ในปี 2562 ขณะที่เพศหญิงคิดเป็น 32% และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ 12% โดยในจำนวนเหล่านี้ 8.2% เป็นผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อ HIV

หากดูตามภูมิศาสตร์ ในปี 2562 ประชากรส่วนใหญ่ของโลกที่ติดเชื้อวัณโรค พบมากที่สุดในบริเวณเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก (44%) แอฟริกา (25%) แปซิฟิกตะวันตก (18%) แถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก (8.2%) ทวีปอเมริกา (2.9%) และยุโรป (2.5%) โดยข้อมูลล่าสุดของประเทศที่ประชากรติดเชื้อวัณโรคสูงคิดเป็น 2 ใน 3 ของทั้งหมด มี 8 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ 1) อินเดีย 26% 2) อินโดนีเซีย 8.5% 3) จีน 8.4% 4) ฟิลิปปินส์ 6.0% 5) ปากีสถาน 5.7% 6) ไนจีเรีย 4.4% 7) บังคลาเทศ 3.6% และ 8) แอฟริกาใต้ 3.6%

ขณะที่อีก 22 ประเทศที่อยู่ในรายชื่อ 30 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูงขององค์การอนามัยโลก คิดเป็น 21% ของจำนวนผู้ป่วยวัณโรคทั้งหมด ได้แก่ แองโกลา บราซิล กัมพูชา สาธารณรัฐแอฟริกากลาง คองโก เกาเหลีเหนือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) เอธิโอเปีย เคนยา เลโซโท ไลบีเรีย โมซัมบิก เมียนมา นามิเบีย ปาปัวนิวกินี รัสเซีย เซียร์ราลีโอน ไทย แทนซาเนีย เวียดนาม แซมเบีย และซิมบับเว

ซึ่งในระดับประเทศ อัตราการเกิดอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำ จะแตกต่างกันไปจากน้อยกว่า 5 ถึงมากกว่า 500 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โดยในปี 2562 นั้น มี 54 ประเทศที่มีอัตราการเกิดอุบัติการณ์ที่ ‘ต่ำ’ กล่าวคือ น้อยกว่า 10 เคสต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โดยส่วนมากคือประเทศในบริเวณอเมริกาและยุโรป และบางประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและแปซิฟิกตะวันตก – ประเทศเหล่านี้ ถือเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้า ‘ยุติวัณโรค’ ในระดับที่ดี

อย่างไรก็ดี ‘วัณโรคดื้อยา’ ยังคงเป็นความท้าทายต่อการสาธารณสุขมาเสมอ ข้อมูลทั่วโลกในปี 2562 จากรายงานฉบับนี้ระบุว่า มีประชากรเกือบถึงครึ่งหนึ่งมีวัณโรคที่ดื้อยา rifampicin ขนานเดียว (RR-TB) และ 78% ที่มีวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) โดย 3.3% ของผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และ 17.7% ของผู้ป่วยวัณโรคที่ได้รับการรักษามาแล้ว มีวัณโรคดื้อยา RR/MDR-TB

5 ข้อควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวัณโรค

  • วัณโรคเป็นโรคติดต่อ 1 ใน 10 สาเหตุหลักของการเสียชีวิตทั่วโลก
  • ทุกคนในทุกสถานที่สามารถติดเชื้อวัณโรคได้ และมักจะพบผู้ติดเชื้อในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
  • วัณโรคไม่ใช่โรคที่หายตายจากไปกับอดีต แต่ยังคงเป็นโรคที่พบได้ในปัจจุบัน โดย WHO ชี้ว่ายังคงมีความต้องการงานวิจัย ตลอดจนการผลิตวัคซีนตัวใหม่ เพื่อลดอุบัติการณ์วัณโรคทั่วโลกให้สามารถลดลงมาได้เท่ากับความสำเร็จของประเทศที่ปัจจุบันมีอัตราอุบัติการณ์วัณโรคต่ำ
  • วัณโรคเป็นสัญลักษณ์ของโรคที่มากับความยากจน ความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ความเปราะบาง ความเป็นชนชายขอบ ความรู้สึกมีมลทินและถูกเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังเป็นโรคร่วมกับเบาหวาน และเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ร่างกายมีภูมิต้านทานลดลง เสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรคและเป็นโรคเอดส์เร็วขึ้น – ในแง่นี้ การจัดการกับปัญหาวัณโรค จึงต้องจัดการกับปัจจัยความยากจน ภาวะทุพโภชนาการ การติดเชื้อ HIV การสูบบุหรี่ และโรคเบาหวาน อย่างบูรณาการ
  • พร้อมกับตระหนักว่าวัณโรคเป็นโรคที่สามารถ ‘ป้องกันได้’ และ ‘รักษาได้’ – ประมาณ 85% ของผู้ป่วยสามารถรักษาจนหายได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน และสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากถึง 60 ล้านคนไม่ให้เสียชีวิต

5 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ‘ความรุนแรง’ ของวัณโรค

  • วัณโรคเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางอากาศ (airborne transmission) จากละอองฝอยที่ฟุ้งกระจายจากการไอและจาม เป็นต้น โดยสามารถติดเชื้อได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่มักเกิดที่ปอด (ร้อยละ 80) และสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายกว่าวัณโรคนอกปอด
  • อาการแสดงของวัณโรค มีอาทิ ไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก ไอมีเลือดหรือเสมหะปน น้ำหนักลด มีไข้เหงื่อออกผิดปกติตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร เป็นต้น
  • ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค มีทั้ง 1) ตัวผู้ป่วยวัณโรค 2) สิ่งแวดล้อมและสถานที่ที่อับทึบ คับแคบ แสงแดดส่องไม่ถึง การถ่ายเทอากาศไม่ดี และ 3) ระบบวินิจฉัย-บริการ-การรักษาที่อาจล่าช้า ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วน
  • วัณโรคที่มีความรุนแรงสูง (มีอัตราความพิการหรือเสียชีวิตสูง) คือ ‘วัณโรคในเด็ก’ ซึ่งมักติดเชื้อจากผู้ใหญ่ในบ้านที่ป่วยเป็นวัณโรค โดยมักพบในครอบครัวที่ยากจน ด้อยโอกาส อยู่ในชุมชนแออัด ขาดสารอาหาร โดยหากยังคงอยู่ในพื้นที่ที่มีความชุก (prevalence) ของวัณโรคสูงก็มีโอกาสติดเชื้อแม้จะได้รับวัคซีนบีซีจีแล้วก็ตาม
  • ต่อเนื่องจากการอธิบาย ‘สภาพแวดล้อม’ ที่ส่งผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคข้างต้น จะพบว่ามีกลุ่มเสี่ยงต่อโรคหลัก ๆ ได้แก่ (1) เรือนจำ – เพราะมีการย้ายเข้าออกของผู้ต้องขังตลอดเวลา และพื้นที่ที่มีข้อจำกัด ทำให้มีความเสี่ยงกว่าประชากรทั่วไปถึง 10 เท่า และ (2) บริเวณชายแดนและกลุ่มแรงงานข้ามชาติ

สถานการณ์วัณโรคในไทยเป็นอย่างไร?

ข้อมูลองค์การอนามัยโลก ปี 2559 ประมาณว่าไทยมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับมาเป็นซ้ำ 119,000 ราย โดยมีผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อ HIV 10,000 ราย และผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา RR/MDR-TB 4,700 ราย ขณะที่กองวัณโรค รายงานผลการดำเนินงานวัณโรคของประเทศไทยปี 2559 ระบุว่า มีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนรักษาวัณโรค (ผู้ป่วยรายใหม่และกลับเป็นซ้ำ) 70,114 ราย โดยผู้ป่วยวัณโรคที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ HIV 6,794 ราย (11% ของผู้ที่ตรวจเชื้อ HIV) ผู้ป่วยดื้อยาหลายขนาน 955 ราย และวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก 13 ราย โดยมีผลสำเร็จการรักษาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำร้อยละ 82.9

ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น มีรายงานว่าผู้ต้องขังจำนวน 307,961 ราย จากเรือนจำและทัณฑสถาน 142 แห่ง พบผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อ HIV จำนวน 293 ราย มีผู้ป่วยวัณโรคขึ้นทะเบียนรักษา 1,589 ราย มีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา rifampicin (RR-TB) 88 ราย และผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน 21 ราย โดยอัตราความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคคิดเป็นร้อยละ 80.7

ส่วนพื้นที่เสี่ยงบริเวณชายแดนและกลุ่มแรงงานข้ามชาตินั้น ถือเป็นหนึ่งในการควบคุมวัณโรคของประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยในปี 2559 พบผู้ป่วยวัณโรคในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและบริเวณชายแดน จำนวน 3,310 ราย

ข้อมูลปี 2562 จากกองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ไทยมีผู้ป่วยวัณโรค 105,000 รายต่อปี (ช่วงระหว่าง 79,000 – 133,000 คน) และมีการเสียชีวิตจากวัณโรค 11,000 รายต่อปี (ช่วงระหว่าง 8,900 – 14,000 รายต่อปี) โดยมีผู้ป่วยวัณโรคขึ้นทะเบียนรักษา 88,000 ราย และมี 17,000 รายที่ไม่ได้รับรายงาน/ไม่ได้รับการวินิจฉัย ขณะที่มีผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อ HIV เสียชีวิต 1,900 ราย

ภาพจาก กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ นอกจากไทยจะมีแนวทางควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นหนึ่ง ‘เครื่องมือ’ ในการขับเคลื่อนแผนงานควบคุมวัณโรค ไทยยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรค พ.ศ. 2560 – 2564 ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยุติวัณโรค (End TB Strategy) ภายในปี 2573 ขององค์การอนามัยโลก ที่ระบุเป้าหมายเอาไว้ว่า ‘1) ลดอุบัติการณ์วัณโรคให้ต่ำกว่า 10 ต่อ 100,000 ประชากร และ 2) ลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรคเสียชีวิตลงร้อยละ 95 เทียบกับปี พ.ศ. 2558’ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ภาพจาก แนวทางควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2561

“ค้นให้พบ จบด้วยหาย พัฒนาระบบและเครือข่าย นโยบายมุ่งมั่น สร้างสรรค์นวัตกรรม”

โดยในแผนปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

  • ยุทธศาสตร์ที่ 1 เร่งรัดค้นหาผู้ติดเชื้อวัณโรคและผู้ป่วยวัณโรคให้ครอบคลุมโดยการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงเป้าหมาย
  • ยุทธศาสตร์ที่ 2 ลดการเสียชีวิตในผู้ป่วยวัณโรค
  • ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อการป้องกัน ดูแลรักษา และควบคุมวัณโรค
  • ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างกลไกการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน
  • ยุทธศาสตร์ที่ 5 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการป้องกัน ดูแลรักษา และควบคุมวัณโรค

เราและโลกอยู่ตรงไหนในเส้นทางการยุติการแพร่กระจายของวัณโรค?

ดูได้จากข้อมูลภาพรวมด้านล่างนี้

ภาพจาก Global Tuberculosis Report 2020
  • a) SDGs กับยุทธศาสตร์ยุติวัณโรค อธิบายสถานการณ์ปัจจุบัน (ข้อมูล 2558 – 2562) กับเป้าหมายการลดอัตราอุบัติการณ์ (วงกลมแรก) ในปี 2558 – 2563 เป้าหมายการลดการเสียชีวิต (วงกลมที่สอง) ในปี 2558 – 2563 และเป้าหมายการลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับวัณโรค (วงกลมที่สาม) ในปี 2563
  • b) อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันในปี 2561 และ 2562 กับเป้าหมายการรักษาโรค (วงกลมซ้าย) และเป้าหมายการป้องกันโรค (วงกลมขวา) ปี 2561 – 2565
  • c) อธิบายสถานการณ์การใช้งบประมาณ ‘ต่อปี’ ในปัจจุบันไปกับการสร้างหลักประกันให้สามารถเข้าถึงการป้องกัน การวินิจฉัย และการรักษาวัณโรค ในปี 2564 กับเป้าหมายภายในปี 2565 (วงกลมซ้าย) และการทำวิจัยเกี่ยวกับวัณโรคในปี 2561 กับเป้าหมายปี 2561 – 2565 (วงกลมขวา)

ทั้งนี้ การทำความเข้าใจสถานการณ์และความสำคัญของ (การป้องกันและการรักษา) วัณโรคในมิติสุขภาพและสังคม ก็เพื่อให้ทั้งเราและโลกตระหนักว่ายังคงจะต้องลงมือทำอีกมาก เพื่อลดอุบัติการณ์ ลดจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิต และยุติการแพร่กระจายวัณโรคให้ได้ภายในปี 2573

ติดตาม Global Tuberculosis Reports จาก WHO ตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมาได้ที่ : https://www.who.int/teams/global-tuberculosis-programme/tb-reports

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 สุขภาพและสุขภาวะที่ดี – (3.3) ยุติการแพร่กระจายของโรคติดต่อ ภายในปี 2573
ส่วนตัวอย่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดโรค มีอาทิ #SDG1 (ความยากจน กลุ่มเปราะบางและชนชายขอบ) #SDG2 (ภาวะทุพโภชนาการหรือโรคเบาหวาน) และ #SDG11 (ชุมชนแออัด)

แปลและเรียบเรียงจาก :
Global Tuberculosis Report 2018
Global Tuberculosis Report 2020
สถานการณ์วัณโรคของไทยยังรุนแรง พบผู้ป่วยรายใหม่-กลับเป็นซ้ำปีละกว่า 7 หมื่นราย (HFOCUS 2019 ข้อมูลปี 2016)
แนวทางควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2561
กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

Last Updated on มิถุนายน 24, 2021

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *