นักสิ่งแวดล้อมและนักสิทธิฯ เรียกร้องให้ “30×30” ในกรอบ COP15 ใช้แนวทางสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์กลาง

สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุม UN Biodiversity Conference หรือ COP 15 ได้เริ่มขึ้นหลังจากที่เลื่อนการประชุมมาเป็นเวลานาน เพื่อหารือกันถึงกรอบ “Post-2020 Global Biodiversity Framework” สำหรับใช้จัดการปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ สปีชีส์สิ่งมีชีวิต และถิ่นที่อยู่อาศัย ตลอดจนที่สัมพันธ์กับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ โดยอธิปรายข้อเสนอเป้าหมายการปกป้องและอนุรักษ์ “30×30” – 30% ผืนดิน และ 30% ทะเลและมหาสมุทร ภายในปี 2573 ด้วยมาตรการอนุรักษ์ที่ออกแบบมาเฉพาะแต่ละพื้นที่ อาทิ การจัดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

อย่างไรก็ดี “โมเดลการอนุรักษ์” หลักในลักษณะของการจัดให้เป็นพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งดำเนินการโดยรัฐ รวมถึงกรณีที่ร่วมมือกับองค์การสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศนั้น นักสิ่งแวดล้อม นักสิทธิมนุษยชน และองค์กรภาคประชาสังคมให้ความเห็นว่าอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างตรงจุด โดยมีการออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ที่ประชุมปรับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเสียใหม่ ตั้งแต่การใช้ “ภาษา” ในกรอบการดำเนินการ และปรับแนวทางเป็น “สิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์กลาง” สู่การกระจายอำนาจ ทรัพยากร เงินทุนด้านสิ่งแวดล้อม – สภาพภูมิอากาศ และการตัดสินใจ ให้ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นซึ่งพึ่งพาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่นั้น เป็นผู้ดูแลและเป็น “ผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อม” (environmental defenders) ที่รัฐจะต้องคุ้มครองและสนับสนุน

ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันความล้มเหลวของกรอบระหว่างประเทศและมาตรการนำโดยรัฐในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงป้องกันประเด็นการแย่งยึดที่ดิน (land grabs) ด้วย


เพราะหากสำรวจปัญหาที่ผ่านมาจะพบว่า โมเดลหลักในการอนุรักษ์และปกป้องสิ่งแวดล้อมแต่เดิม ซึ่งเป็นการบริหารร่วมระหว่างภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศขนาดใหญ่ อาทิ กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) นั้น มีช่องโหว่ด้านการติดตามและสอดส่องปัญหาในพื้นที่หนึ่ง ๆ ให้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้ผลลัพธ์ของความตั้งใจอนุรักษ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ขณะเดียวกัน โมเดลของการจัดให้เป็น “พื้นที่อนุรักษ์” หรือ “พื้นที่ป่าสงวน” เบื้องหลังมักมาจากการบังคับย้ายคนที่อาศัยอยู่เดิมออกไป หรือใช้วิธีการทางทหารในนามของการปกป้องประชากรสัตว์ป่าและความอุดมสมบูรณ์ของป่า ทว่าวิธีการเหล่านี้ เน้นไปที่สิ่งแวดล้อมโดยที่ละเลยสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ซ้ำยังไม่สามารถจัดการปัญหาในมิติของสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชน และความเหลื่อมล้ำ (จากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ) ได้

รัฐบาลในหลายประเทศเองก็มักจะเผชิญกับการชั่งน้ำหนักใช้อำนาจตัดสินใจระหว่างการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ กับการส่งเสริมสิทธิชุมชนของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้ไปพร้อมกับการอนุรักษ์

ส่วนกรอบระหว่างประเทศ COP15 ที่ผ่านมาซึ่งมีความมุ่งมั่น แต่ก็ยังล้มเหลวที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนด ภาคประชาสังคมจึงมองว่า ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางเสียใหม่

“บ่อยครั้งที่กระบวนการจัดทำนโยบายสิ่งแวดล้อม มักจะตัดประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนออกไป หรือทำให้มันเป็นเรื่องรอง” เป็นหนึ่งข้อความสำคัญในจดหมายเปิดผนึก ที่แนวร่วมนักสิ่งแวดล้อมและองค์กรภาคประชาสังคม 166 แห่งได้เผยแพร่เมื่อ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้ผู้นำโลกและผู้เข้าร่วมประชุม COP15 ตระหนักว่าการจะจัดการกับวิกฤติสิ่งแวดล้อมวิกฤติสภาพภูมิอากาศ และประเด็นที่ติดสอยห้อยตามในมิติสังคมได้นั้น จะต้องใช้ “แนวทางสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์กลาง” ในการพัฒนา

David Boyd ผู้รายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวเสริมไว้เช่นกันว่า “การให้ชนพื้นเมืองมีบทบาทนำ การอนุรักษ์โดยที่มีสิทธิเป็นฐาน จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่การปกป้องสิ่งแวดล้อม”

ขณะที่นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า การนำแนวทางที่มีสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์กลางมาใช้ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเป็นการเปลี่ยนมโนทัศน์ทั้งในเชิงอำนาจ กฎหมาย และการบริหารจัดการ และจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่คำนึงถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า เพราะชนพื้นเมืองหรือชุมชนท้องถิ่น ไม่ควรเป็นผู้รับผลกระทบจากการบริโภคทรัพยากรที่ล้นเกิน แต่เป็น “ผู้พิทักษ์” ที่จะต้องได้รับการคุ้มครอง โดยมีบทบาทนำในการปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นั้น ๆ ส่วนชุมชนและหน่วยงานนอกพื้นที่ก็จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนสำคัญอย่างเท่าเทียม และสามารถปรับแนวทางกระจายงบประมาณลงสู่องค์กรรากฐานหรือชนพื้นเมืองได้ทันที แทนที่จะเป็นงบประมาณสำหรับการอนุรักษ์ที่นำโดยรัฐ

การเจรจาหารือในที่ประชุม COP15 นี้ ยังได้เรียกร้องไปถึงภาคธุรกิจ และ “ภาษา” ที่ควรจะกำหนดในกรอบฯ อย่างชัดเจน ในการกำหนดภาระหน้าที่และอำนาจของภาครัฐ และอำนาจของชนพื้นเมือง/ชุมชนท้องถิ่นด้วย

ทั้งนี้ ยังคงจะต้องจับตาดูผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการให้คำมั่น วันนี้จวบจนการจัดประชุมครั้งต่อไปในปีหน้าที่คุณหมิง ประเทศจีน โดยเฉพาะในประเด็นแนวทางที่ใช้ และรูปแบบความรับผิดรับชอบของผู้ที่กระทำความผิดต่อสิ่งแวดล้อม ที่ ณ วันนี้ ยังไม่มีการกำหนดชัดเจน

● อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
SDG Updates | การแย่ง-ยึดที่ดิน (Land grabs): การพรากสิทธิเหนือที่ดินและทรัพยากรไปจากชุมชนคนท้องถิ่น
Change agent ตัวจริง: หรือชนพื้นเมืองคือผู้ขับเคลื่อน ‘ความยั่งยืน’ อย่างแท้จริงตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิที่ดินทั้งหมด 227 คน ถูกฆาตรกรรมในปี 2020 นับเป็นตัวเลขสูงที่สุดในรอบ 9 ปี

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG15 ระบบนิเวศบนบกและความหลากหลายทางชีวภาพ (15.1 – 15.c)
อาทิ (15.1) การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดิน การบริการทางระบบนิเวศที่ยั่งยืน (15.2) หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม เพิ่มการปลูกป่า (15.5) ลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ป้องกันการสูญพันธ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม (15.a) ระดมและเพิ่มทรัพยากรทางการเงินจากทุกแหล่งเพื่อการอนุรักษ์และใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

แหล่งที่มา:
Advocates demand for a new human rights-based approach to conservation (eco-business)

Last Updated on มกราคม 12, 2022

Author

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

ผู้เขียน

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

    View all posts

RELATED

เมืองบาร์เซโลนา พัฒนาบริการช่วยผู้พิการให้เพลิดเพลินกับชายหาดและมีโอกาสได้ว่ายน้ำในทะเลมากขึ้น

เทศบาลเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน พัฒนาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงชายหาดและเพลิดเพลินกับการว่ายน้ำในทะเลได้มากขึ้น

ประ…

เดินไปพร้อมกัน ! เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจะคืบหน้าก็ต่อเมื่อประชาชนมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

เขียนเมื่อ 22 มกราคม 2564 ถิรพร สิงห์ลอ

เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้วที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นแนวทางระดับโลกเพื่อการพัฒนา ทว่าประมาณร้อยละ 87 ของป…

สร้างโอกาสการมีส่วนร่วมแก่เยาวชน เปลี่ยนจากแนวคิดสู่การลงมือทำ – ในกิจกรรม ‘Summit of the Future Action Days’ 

เริ่มแล้ว สำหรับการประชุมสุดยอดเเห่งอนาคต (Summit of the Future) เพื่อหาแนวทางให้โลกบรรลุ SDGs ตามที่ตั้งเป้าไว้ เลขาธิการสหประชาชาติ (UN Secretary G…

รายงานธนาคารโลกชี้ “เศรษฐกิจโลกปี 2564 จะฟื้นตัว แต่เป็นไปอย่างช้าจนถึงปี 2568”

เขียนเมื่อ 20 มกราคม 2564 ถิรพร สิงห์ลอ

เครือธนาคารโลก เผยแพร่ “รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เดือนมกราคม 2564 (Global Economic Prospects, January

ค้นหา