SDG Updates | เขื่อนแม่น้ำโขง : อุตสาหกรรมเครื่องปั่นไฟบนความล่มสลายของสายน้ำ (EP.10)

ผานิตดา ไสยรส
อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“เขื่อน” ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาที่จับต้องได้ง่าย เพราะสามารถทำได้ทั้งการจัดการทรัพยากรน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ โดยผู้ที่สนับสนุนมองว่าเขื่อนช่วยเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทั้งการสร้างงานในพื้นที่ห่างไกล เพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลท้องถิ่น ไปจนถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จนนานาประเทศในช่วงระยะเวลาหนึ่งผุดโครงการสร้างเขื่อนจำนวนมากโดยที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันทางการเงินด้วย

แต่เขื่อนที่ดีนั้นมีอยู่จริงหรือไม่? SDG Updates วันนี้ อาจารย์ผานิตดาฯ ได้เขียนข้อถกเถียงจากงานศึกษาและหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าด้วยเรื่องผลกระทบของการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง ทั้งในมิติที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรงตลอดสายน้ำ ตั้งแต่ชุมชนริมฝั่งโขงในไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม อาทิ ความผันผวนขึ้นลงของระดับน้ำ ความเสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบนิเวศ การสูญเสียที่ดินทำกินและความไม่มั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันก็ได้ตั้งคำถามว่า “เขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ” กำลังสร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นวงกว้างหรือไม่ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ฟังในรูปแบบบทความเสียง

อุตสาหกรรมการสร้างเขื่อนเฟื่องฟูเป็นอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 20 (พ.ศ. 2444 – 2543) โดยเฉพาะทศวรรษที่ 1930 – 1970 (พ.ศ. 2473 – 2522) เขื่อนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ “การพัฒนา” ที่มองเห็นและจับต้องได้ง่ายเพื่อใช้ “จัดการทรัพยากรน้ำ” และผลิตกระแสไฟฟ้า ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลของหลายประเทศที่ต้องการเร่งเครื่องพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อพุ่งทะยานไปสู่อุดมคติแห่งความ “ความทันสมัย” มักเลือกใช้การลงทุนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตไฟฟ้ามาอ้างเป็นผลงานโบว์แดงสำคัญ เรียกคะแนนความนิยมในยุคสมัยของตนเอง ในช่วงเวลาหนึ่งเขื่อนจำนวนมากถูกสร้างในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป จนกระทั่งทศวรรษที่ 1960 (พ.ศ. 2503) เป็นต้นมา โครงการสร้างเขื่อนเริ่มเติบโตในทวีปเอเชียและทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกว่า “กำลังพัฒนา” มักจะได้รับการสนับสนุนจากสถาบันทางการเงินระดับโลกอย่างธนาคารโลก (World Bank) หรือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เพื่อลงทุนสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าสนองตอบต่อความต้องการเติบโตทางเศรษฐกิจ โรงงานไฟฟ้าพลังน้ำมักถูกอ้างจากกลุ่มผู้สนับสนุนการสร้างเขื่อนว่าเป็นเครื่องมือผลิตพลังงานทดแทนราคาถูก ต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานอื่น มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาไม่สูงมากและมีอายุการใช้งานยาวนาน [1]

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเอกสารรายงานของคณะกรรมการเขื่อนโลก (The World Commission on Dam – WCD) ที่เผยแพร่ในปี ค.ศ 2000 (พ.ศ. 2543) แสดงให้เห็นสถิติจำนวนเขื่อนทั่วโลกที่เริ่มลดลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 อันเป็นผลมาจากแรงกดดันของสาธารณะที่สะท้อนว่าการสร้างเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำกำลังสร้างความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นวงกว้าง มูลค่าความสูญเสียนั้น มหาศาลเกินกว่าจะประเมินราคาได้ ข้อครหาสำคัญนี้ ส่งผลให้ธนาคารโลกลดบทบาทตนเองในการเป็นผู้สนับสนุนการสร้างเขื่อนลง กอปกรกับการทยอยเกิดขึ้นของเทคโนโลยีผลิตกระแสไฟฟ้าทางเลือกอื่น ทำให้อุตสาหกรรมการสร้างเขื่อนค่อย ๆ ลดจำนวนลงทั่วโลก

ในศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544 – 2643) อุตสาหกรรมการสร้างเขื่อนถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งโดยประเทศยักษ์ใหญ่อย่างประเทศจีน ด้วยความต้องการพลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาลภายในประเทศ รัฐบาลจีนระดมสร้างเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนมากเพื่อเร่งผลิตกระแสไฟฟ้าและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต ความมั่นคงทางพลังงานจึงถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลจีน ที่ผูกโยงกับความมั่นคงของรัฐและการสร้างความชอบธรรมในฐานะผู้บริหารประเทศ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 (พ.ศ. 2533) เป็นต้นมา โครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าเกิดขึ้นมากมาย แม่น้ำหลายสายในจีนจึงถูกแปรเปลี่ยนให้กลายวัตถุดิบสำคัญในการปั่นกระแสไฟฟ้าส่งกระจายไปทั่วประเทศ มีการประเมินว่าตัวเลขของประชาชนจีนที่รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและถูกสั่งให้อพยพออกไปจากถิ่นฐานในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อาจมีจำนวนสูงถึง 22.8 ล้านคน จากการสร้างเขื่อนจำนวนกว่า 22,000 แห่งในช่วงก่อนปี 2006 (พ.ศ. 2549) [2]

| อุตสาหกรรมเขื่อนนานาชาติบนแม่น้ำโขง

ด้วยสภาพภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ ประเทศจีนเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายหลักหลายสายที่ไหลข้ามพรมแดนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน หนึ่งในแม่น้ำสำคัญที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ แม่น้ำล้านช้าง (ชื่อเรียกในประเทศจีน) ซึ่งไหลผ่านมณฑลยูนนานและเป็นต้นสายธารของ “แม่น้ำโขง” อันเป็นแม่น้ำสายหลักและมีสถานะเป็นแม่น้ำนานาชาติ แม่น้ำสายเดียวกันนี้ไหลผ่านพรมแดนจีน ลาว เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อุตสหกรรมการสร้างเขื่อนโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำผุดขึ้นบนแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขงตลอดทั้งสาย ปัจจุบันในแผ่นดินจีนมีเขื่อนที่ถูกสร้างเสร็จและเปิดใช้งานจำนวน 11 เขื่อน ในพื้นที่ สปป.ลาว 2 เขื่อน และอีกกว่า 12 เขื่อน อยู่ระหว่างวางแผนการก่อสร้างทั้งใน สปป. ลาวและกัมพูชา [3]

ฝ่ายสนับสนุน

ข้อมูลจากฝั่งสนับสนุนการสร้างเขื่อนในจีน มักจะอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพื่อแสดงคุณูปการของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนในมณฑลยูนนานที่ถูกตีตราว่ายากจนกว่าภูมิภาคอื่นในประเทศจีน เขื่อนจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่นำมาแก้ไขปัญหาความยากจนข้นแค้นของคนชนบทในพื้นที่ห่างไกล สร้างงานให้แก่ประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการจ้างงานโดยบริษัทที่มารับจ้างสร้างเขื่อน ตลอดจนเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาลท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในมณฑลยูนนาน

ข้ออ้างความดีงามของเขื่อนเริ่มขยายใหญ่โตในยุคที่ทั่วโลกตื่นตัวกับการสรรหาพลังงานทดแทน โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำถูกอ้างถึงประโยชน์ระดับมหภาคในการผลิตพลังงานสะอาดทดแทนการใช้ถ่านหิน เพื่อช่วยแก้ปัญหาสภาวะภูมิอากาศโลก [4] ข้ออ้างลักษณะดังกล่าวคล้ายคลึงกับเหตุผลของรัฐบาลหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังก่อสร้างเขื่อนจำนวนมากในแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาต่าง ๆ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 2010 (พ.ศ. 2553) เป็นต้นมา โครงการเขื่อนมากมายถูกระดมสร้างขึ้นใน สปป.ลาว และกัมพูชาโดยเฉพาะรัฐบาลลาวมุ่งมั่นจะผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ประเทศเพื่อนบ้านตามนโยบาย “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” เขื่อนจำนวนมากถูกสร้างขึ้นด้วยรูปแบบการให้สัมปทานบริษัทเอกชนเข้ามาสร้าง บริหารกิจการ ซ่อมแซมเป็นระยะเวลาประมาณ 25-30 ปี และส่งคืนให้กับรัฐบาลลาวเมื่อครบสัญญา [5]

ตัวอย่างสำคัญของทุนไทยที่เข้าไปสร้างเขื่อนใน สปป.ลาว คือ เขื่อนไซยะบุรี ซึ่งเป็นโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกที่สร้างบนแม่น้ำโขงตอนล่าง เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 ดำเนินการก่อสร้างโดยกลุ่มทุนไทย บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) โดยเป็นสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐบาล สปป.ลาว กับ บริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ ระยะเวลาสัมปทาน 31 ปี ดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว [6] นอกจากนี้ ยังมี เขื่อนปากแบง และ เขื่อนสานะคาม ที่อยู่ระหว่างการวางแผนก่อสร้าง โดยมีผู้พัฒนาโครงการคือ บริษัท China Datang Oversea Investment ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่จากประเทศจีน รวมทั้ง เขื่อนสตึงเตร็ง ในประเทศกัมพูชา ผู้ลงทุนหลักคือบริษัท  เออร์เบิลแอนด์อันดัสเทรียล แอนด์ดีเวลอปเมนท์คอป จากประเทศเวียดนาม [7] รายชื่อบริษัทข้างต้นนี้ เป็นเพียงตัวอย่างของบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมเขื่อนบนแม่น้ำสาขาอื่น ๆ ทั้งในลาวและกัมพูชาที่จะไหลมารวมกับแม่น้ำโขง ก็กำลังมีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเกิดขึ้นมากมาย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม สื่อมวลชน และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในวงกว้าง

| ความทุกข์ทนของผู้คนและสิ่งมีชีวิตตลอดสายน้ำ

ชุมชนลุ่มแม่น้ำล้านช้าง

ตัวอย่างผลกระทบของ เขื่อนม่านวาน (Man Wan) ซึ่งเป็นโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกบนแม่น้ำล้านช้างในมณฑลยูนนานตอนใต้ของจีน เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1985 (พ.ศ. 2528) ดำเนินการแล้วเสร็จในปี ค.ศ 1996 (พ.ศ. 2539) ในช่วงแรกนั้น รัฐบาลมณฑลและรัฐบาลกลางเป็นผู้ร่วมลงทุนสร้างเขื่อนม่านวานแล้วจึงส่งต่อให้กับบริษัท Hydrolancang บริษัทในเครือของ China Huaneng Group ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าบริษัทรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน งานศึกษาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนดังกล่าว โดย International Displacement Monitoring Centre (iDMC) เผยแพร่ในปี 2017 (พ.ศ. 2560) พบว่า แม้ในเอกสารทางการจะระบุว่าประชาชน 7,260 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ แต่มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขที่แท้จริงย่อมมากกว่านี้ งานศึกษาพบว่ามีปัญหามากมายตามมาหลังการอพยพ อาทิ การจัดสรรที่ดินไม่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและทำกิน การไม่ได้รับค่าชดเชยเพียงพอต่อการสร้างที่อยู่ใหม่ บางครอบครัวต้องถูกอพยพซ้ำอีกครั้งจากปัญหาดินถล่ม ชุมชนต้องประสบปัญหาค่าไฟฟ้าราคาแพงและน้ำประปาปนเปื้อน เกษตรกรหลายรายไร้ที่ทำกินและขาดรายได้เพราะที่ดินที่ได้รับจัดสรรใหม่ไม่เพียงพอต่อการเพราะปลูก ป่าไม้ที่เคยเป็นแหล่งทำกินหายไปจำนวนมากจากการสร้างเขื่อน ปัญหาดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ บางครอบครัวมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการโยกย้ายถิ่นฐานได้ทำลายเครือข่ายทางสังคมที่เคยเป็นระบบพึ่งพาอาศัยแบบเครือญาติทั้งในแง่แรงงานและเศรษฐกิจ หลายครอบครัวเคยพึ่งพาตนเองจากการเกษตร ต้องเปลี่ยนอาชีพไปสู่การขายแรงงานในตัวเมืองและส่งเงินมาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว กลุ่มผู้สูงอายุมักจะเป็นกลายเป็นกลุ่มที่ตกอยู่ในสถานะยากลำบากมากขึ้นเมื่อต้องปรับตัวในพื้นที่ใหม่ และเด็กผู้หญิงมักถูกให้ออกจากระบบการศึกษาเมื่อครอบครัวมีปัญหาทางการเงิน ตลอดจนปัญหาความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอย่างฉับพลัน นำไปสู่การสูญเสียอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และการกลืนกลายทางวัฒนธรรมเมื่อย้ายเข้าไปอยู่ร่วมกับชุมชนจีนชาวฮั่นในพื้นที่จัดสรรแห่งใหม่

ชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง

ตัวอย่างการสร้าง เขื่อนดอนสะโฮง เป็นอีกโครงการที่มีกระแสกดดันจากสาธารณะตั้งแต่เริ่มประกาศการก่อสร้างฯ ในปี 2013 (พ.ศ. 2556) เนื่องจากเขื่อนแห่งนี้ก่อสร้างบนแม่น้ำโขงบริเวณสี่พันดอน ในแขวงจำปาสักใกล้พรมแดนระหว่าง สปป.ลาว และกัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งนิเวศวิทยาที่อุดมสมบูรณ์ มีเกาะแก่งมากมาย เต็มไปด้วยความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์น้ำนานาพันธุ์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบจากเขื่อนต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตคนริมโขงดังกระหึ่มขึ้นเป็นวงกว้าง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาวพิจารณาระงับการก่อสร้าง แม้ว่าการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม นักวิชาการ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติจะสามารถกดดันรัฐบาลลาวให้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจนต้องหยุดการก่อสร้างไว้ชั่วคราว แต่ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลลาวก็ยืนยันเดินหน้าการก่อสร้างต่อไป จนปัจจุบันโรงไฟฟ้าใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ และได้เริ่มทดลองเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2019 (พ.ศ. 2562) เขื่อนดอนสะโฮงแห่งนี้มีบริษัท Mega First Corporation Berhad (MFCB) จากมาเลเซียเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าลาว ดำเนินการก่อสร้างโดย Sinohydro มีแผนจะผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในพื้นที่แขวงภาคใต้ของลาวและขายให้กัมพูชา [8]

งานศึกษาผลกระทบจากเขื่อนดอนสะโฮ [9] พบว่า เขื่อนตั้งขวางช่องทางอพยพของปลาในแม่น้ำโขงที่สัตว์น้ำเคยใช้ผ่านได้ตลอดทั้งปี พันธุ์ปลาท้องถิ่นจำนวนมากที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในโตนเลสาบในกัมพูชา และดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนามล้วนใช้ช่องทางนี้เพื่อขึ้นไปวางไข่ช่วงแม่น้ำโขงในพื้นที่ สปป.ลาว และไทย เสียงสะท้อนของชาวประมงที่เคยพึ่งพาการจับสัตว์น้ำเป็นอาหารและรายได้ต่างโอดครวญถึงปริมาณสัตว์น้ำที่หายไปตั้งแต่เขื่อนเริ่มสร้าง ขณะที่มาตรการลดผลกระทบต่อช่องทางวางไข่ของพันธุ์ปลาคือ การบังคับให้ชาวประมงงดใช้เครื่องมือดักปลาขนาดใหญ่อันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เรียกว่า “หลี่” เมื่อไม่สามารถจับปลาได้มากอย่างที่เคย คนในชุมชนรอบเขื่อนจำนวนมากประสบกับความยากลำบากจากรายได้ที่ลดลง จำเป็นต้องออกไปรับจ้างขายแรงงานเพื่อเลี้ยงชีพ ซึ่งจำนวนผู้ออกจากชุมชนไปทำงานในไทยอาจสูงถึง 7,000 คนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา [10]

ปัจจุบันหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรงของแม่น้ำโขงนั้น สามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งสายน้ำ ไล่เรียงตั้งแต่ชุมชนริมฝั่งโขงในไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม

เรื่องราวความทุกข์ทนของชุมชนแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ถูกบันทึกผ่านภาพข่าว สารคดี บทความ และงานวิชาการจำนวนมากในช่วงระยะเวลาเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรงของแม่น้ำโขงนั้นสามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งสายน้ำ  ไล่เรียงตั้งแต่ชุมชนริมฝั่งโขงในไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ต่างต้องประสบกับความผันผวนขึ้นลงของระดับน้ำ วิกฤตปริมาณแม่น้ำโขงแห้งขอด แม่น้ำโขงเปลี่ยนสี ปริมาณสัตว์น้ำลดลง การหายไปของพันธุ์ปลาท้องถิ่น ล้วนเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศกำลังล่มสลาย ชุมชนที่เคยพึ่งพาอาหารและรายได้จากแม่น้ำโขงต้องเผชิญหน้ากับความไม่มั่นคงทางอาหารและการดำรงชีพ เรื่องราวความเจ็บปวดของผู้คนที่จำใจต้องย้ายจากถิ่นที่อยู่อาศัยเพื่อดิ้นรนไปใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ครอบครัวมากมายสูญเสียที่ดินทำกิน เหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนเป็นโศกนาฎกรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อมีการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ขณะที่การเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการสร้างเขื่อนนั้นได้ดำเนินคู่ขนานกันมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถหยุดยั้งการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงไว้ได้ อย่างมากที่สุดคือทำได้เพียงยืดระยะเวลากระบวนการก่อสร้าง หรือกดดันให้โครงการเหล่านั้นเพิ่มมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อจะได้ห้อยป้าย “โรงไฟฟ้าแห่งความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ คำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

| กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม หรือจะสู้การได้ตัดริบบิ้นเปิดงาน  

ในศตวรรษที่ 21 เขื่อนไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ องค์ความรู้และงานศึกษาเกี่ยวกับความคุ้มค่าและผลกระทบของการสร้างเขื่อนจำนวนมากชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า  “เขื่อนที่ดีนั้นไม่มีอยู่จริง” [11] เขื่อนขนาดใหญ่จำนวนมากถูกสร้างด้วยงบประมาณที่บานปลาย จนไม่มีความคุ้มค่าทั้งในแง่เศรษฐกิจและการลงทุน ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดนั้นล้วนเป็นประโยชน์ระยะสั้น ทว่าในระยะยาวการสร้างเขื่อนได้ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงจนเกินกว่าจะประเมินมูลค่าได้ เขื่อนขนาดใหญ่ไม่เพียงแค่ทำลายระบบการไหลของแม่น้ำ แต่ยังกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาของทั้งโลก มีผู้คนและสิ่งมีชีวิตมากมายมหาศาลที่ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และที่สำคัญเขื่อนขนาดใหญ่นั้นกลับกลายเป็นตัวการที่สร้างความยากจนให้กับผู้คนจำนวนมากเสียอีก ถึงกระนั้น การถกเถียงยังคงดำเนินมาจวบจนปัจจุบัน แม้ในวันนี้โลกของเราจะมีเทคโนโลยีทางเลือกอื่นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วก็ตาม ดังนั้น คำถามที่ลึกลงไปกว่าคือ แล้วทำไมเขื่อนยังคงถูกเลือกใช้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ทำไมเหล่านักนโยบายและผู้มีอำนาจตัดสินใจถึงได้เสน่ห์หาการสร้างโครงการระดับเมกะโปรเจค อย่างการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำกันหนักหนา

การถกเถียงเปรียบเทียบประเด็นข้อดีข้อเสียและผลกระทบมากน้อยนั้นดูจะไม่เป็นที่สิ้นสุดลงได้ง่าย หรือประเด็นดังกล่าวอาจจะไม่ใช่แก่นแกนสำคัญในการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ แรงขับเคลื่อนสำคัญอาจจะเป็นเพราะคุณสมบัติของเขื่อนที่ยังคงสะท้อนความลุ่มหลงในเทคโนโลยีเพื่อท้าทายธรรมชาติ และการแสดงความสามารถที่ก้าวข้ามขีดข้อจำกัดของมนุษย์อย่างถึงที่สุด ผสมผสานไปกับกลยุทธ์ทางการเมืองที่เหล่าผู้มีอำนาจมักเลือกสร้างโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นที่จดจำหรือเรียกความนิยมให้กับตนเอง โดยมีกลุ่มทุนที่เล็งเห็นช่องทางดำเนินธุรกิจระยะยาวเข้ามาดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมจับต้องได้ กลายเป็นอุตสาหกรรมเขื่อนขนาดใหญ่ที่รวมเอาทั้งบริษัทก่อสร้าง บริษัทที่ปรึกษา ธนาคาร สถาบันทางการเงิน นักลงทุน เจ้าของที่ดิน นักกฎหมาย นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิค วิศวกร แรงงานก่อสร้าง ฯลฯ เกิดเป็นมหกรรมผลิตเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ที่ใช้เม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล และปิดท้ายด้วยการจัดงานพิธีการตัดริบบิ้นถ่ายภาพเปิดโครงการอย่างยิ่งใหญ่ แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ต่างหากใช่หรือไม่ที่ยังคงทำให้อุตสหกรรมเขื่อนดำเนินต่อไป [12]

| ทางเลือกสู่ความเป็นธรรม ในวันที่แม่น้ำโขงใกล้ล่มสลาย

01

ท่ามกลางกระแสไหลบ่าของอุตสาหกรรมเขื่อนบนแม่น้ำโขง ทางเลือกหนึ่งที่ถูกใช้คือ “การประนีประนอม” โดยการนำกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศมาใช้เป็นสื่อกลาง อาทิ กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่เน้นการเจรจาหารือ สร้างข้อตกลงระหว่างประเทศ มีการผลิตยุทธศาสตร์ คู่มือแนวทางการปฏิบัติ และเครื่องมือประเมินผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมออกมามากมาย อาทิ กลไกการกำหนดค่าชดเชยเยียวยา การเฝ้าระวังติดตามบริหารจัดการน้ำ กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ฯลฯ ทว่าแนวคิดที่เชื่อว่าจะสามารถปรับปรุงเขื่อนให้ “เหมาะสม” นั้น มักจบลงที่การสรรหาวิธีการที่เชื่อว่าจะบรรเทาผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่เงื่อนไขทางเทคนิคจะเอื้ออำนวยให้ทำได้ แนวทางดังกล่าวเปรียบเสมือนกับการให้คำมั่นสัญญาต่ออนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่มีงานศึกษามากมายพิสูจน์แล้วว่า ในทางปฏิบัติเมื่อเขื่อนขนาดใหญ่ถูกสร้าง การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ตามมาและการจ่ายค่าชดเชยที่เป็นธรรมนั้นเป็นไปได้ยากมาก [13]

02

ทางเลือกอื่นที่มีการนำมาใช้แล้วคือ “การรื้อเขื่อนทิ้ง” เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศให้กับสายน้ำ โครงการรื้อถอน ทำลายเขื่อนเกิดขึ้นในหลายประเทศ [14] อาทิ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรือแม้แต่จีนก็ได้เริ่มทุบทำลายเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำทิ้งไปแล้วหลายแห่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีแผนจะยุติหรือปรับปรุงการทำงานของเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำอีกกว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศ ด้วยเหตุผลในการปกป้องและกู้คืนระบบนิเวศที่ถูกทำลายจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างมักง่าย [15]


ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนอยากชวนให้เห็นว่าประเด็นเขื่อนโรงไฟฟ้าบนแม่น้ำโขงนั้น ไม่สามารถมองอย่างตัดแบ่งแยกส่วนได้ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาข้ามพรมแดนและข้ามเวลา จำเป็นต้องอาศัยมุมมองที่กว้างกว่ากรอบอธิปไตยประเทศของใครของมัน หรือผลประโยชน์ระยะสั้นของคนไม่กี่ชั่วรุ่น ความทุกข์ทนของผู้คนและสิ่งมีชีวิตตลอดสายน้ำนั้นไม่จำกัดเชื้อชาติและภาษา การตัดสินใจใช้อำนาจรัฐที่มักง่ายและทุนที่ไร้ความผิดชอบกำลังสร้างหายนะให้กับโลกใบนี้ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผูกเงื่อนไขอำนาจการตัดสินใจไว้ในกระบวนการมีส่วนร่วม สถานการณ์ของแม่น้ำโขงวันนี้ไม่เหลือเวลาให้กับกระบวนการประนีประนอมที่เลื่อนลอยอีกแล้ว

การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อาจเป็นได้แค่คำกล่าวสวยหรูของผู้มีอำนาจและนักนโยบาย ตราบใดที่ผู้แบกรับผลกระทบทำได้เพียงส่งเสียงสะท้อนปัญหา แต่ปลายทางของกระบวนการมีส่วนร่วมคือรัฐเท่านั้นที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เมื่อการอนุมัติให้สร้างเป็นอำนาจรัฐ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบหรือลูกหลานของพวกเขาย่อมต้องได้รับสิทธิ์และอำนาจในการยุติ หรือ รื้อถอนเขื่อนออกไปอย่างเสมอภาคกัน


“เวลาแม่น้ำโขงเหลือไม่มาก
คนรุ่นหลังไม่มีที่ให้ถอยอีกแล้ว”


SDG Updates ฉบับนี้เป็นบทความชิ้นที่ 10 ในชุดข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition) สนับสนุนโดยมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES) ประเทศไทย เป็นชุดความรู้ที่มิเพียงแค่นำเสนอประเด็นการขับเคลื่อนการใช้พลังงานหมุนเวียนพลังงานสะอาดในมิติเชิงการลดผลกระทบต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่เน้นไปที่มิติความยั่งยืนอันรวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงนิเวศสังคม (socio-ecological transition) ที่คำนึงถึงการได้รับความเคารพในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และกระทั่งสิทธิของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตอื่นที่จะได้รับผลกระทบทั้งระหว่างและหลังการเปลี่ยนแปลงด้วย นอกจากนี้ จะมีการยกบทสนทนาเกี่ยวกับแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืนในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นบริบทปัญหาของประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีลักษณะปัญหาแตกต่างกันอยู่มาก และระหว่างกรณีในประเทศและกรณีระดับภูมิภาคที่มีระดับความซับซ้อนขึ้นไป ตลอดจนบทสัมภาษณ์จากหลากมุมมองผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับที่มาที่ไปของแนวคิดดังกล่าว ซึ่งจะมีการเผยแพร่ทาง SDG Move อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2564

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG6 การบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ให้มีแหล่งน้ำใช้อุปโภคและบริโภคสำหรับทุกคน รวมถึงผ่านความร่วมมือระหว่างเขตแดน #SDG7 การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำเป็นการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน/พลังงานสะอาด โดยตามมุมมองของผู้สนับสนุน การสร้างเขื่อนยังเป็นช่องทางส่งเสริมการจ้างงานตาม #SDG8 ด้วย
.
อย่างไรก็ดี “ผลกระทบของการสร้างเขื่อน” มีต่อ #SDG15 ว่าด้วยเรื่องระบบนิเวศบนบกและน้ำจืด พื้นที่ชุ่มน้ำ ความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพ และ #SDG2 ความมั่นคงทางอาหารและระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน


เอกสารอ้างอิง

[1] WCD (World Commission on Dams). Dams and Development: A New Framework for Decision-Making; Earthscan Publications: London, UK, 2000.

[2] iDMC. Lessons Learned from the Manwan Dam [Internet]. internal displacement monitoring centre; 2017 Apr. (Dam displacement). Available from: https://www.internal-displacement.org/sites/default/files/inline-files/20170411-idmc-china-dam-case-study.pdf.

[3] Eyler B, Kwan R. New Evidence: How China Turned Off the Tap on the Mekong River • Stimson Center [Internet]. Stimson Center. 2020 [cited 2021 Apr 19]. Available from: https://www.stimson.org/2020/new-evidence-how-china-turned-off-the-mekong-tap/.

[4] Zhang Y. Accelerating Sustainability by Hydropower Development in China: The Story of HydroLancang. Sustainability. 2017 Jul 26;9(8):1305.

[5] Soukhaphon A, Baird IG, Hogan ZS. The Impacts of Hydropower Dams in the Mekong River Basin: A Review. Water. 2021 Jan 22;13(3):265.

[6] เขื่อนยักษ์ “ไซยะบุรี” จ่ายไฟแล้ววันนี้. กรุงเทพธุรกิจ [Internet]. 2020 Oct 29 [cited 2021 Oct 28]; Available from: https://www.bangkokbiznews.com/news/852501.

[7] ทุนต่างชาติจาก 4 ประเทศ สร้างแล้ว/เตรียมลงทุนสร้าง 11 เขื่อนบนแม่น้ำโขง ในลาวและกัมพูชา. Workpointtoday [Internet]. 2020 Nov 1 [cited 2021 Oct 28]; Available from: https://workpointtoday.com/11-dam-on-maekong-in-laos-and-cambodia/.

[8] Corporate Profile & Milestone [Internet]. Mega First Corporation Berhad. [cited 2021 Oct 28]. Available from: http://mega-first.com/corporate-profile/.

[9] Soukhaphon A, Baird IG, Hogan ZS. The Impacts of Hydropower Dams in the Mekong River Basin: A Review. Water. 2021 Jan 22;13(3):265.

[10] Village Fishermen Near Laos’ Don Sahong Dam Report Smaller Catches — Radio Free Asia. RFA (Radio Free Asia) [Internet]. 2019 Oct 24 [cited 2021 Oct 28]; Available from: https://www.rfa.org/english/news/laos/mekong-fish-depletion-laos-10242019155759.html.

[11] Scudder T. The Good Megadam [Internet]. Flyvbjerg B, editor. Vol. 1. Oxford University Press; 2017 [cited 2021 Oct 28]. Available from: http://oxfordhandbooks.com/view/10.1093/oxfordhb/9780198732242.001.0001/oxfordhb-9780198732242-e-24.

[12] Flyvbjerg B. Introduction [Internet]. Flyvbjerg B, editor. Vol. 1. Oxford University Press; 2017 [cited 2021 Oct 23]. Available from: http://oxfordhandbooks.com/view/10.1093/oxfordhb/9780198732242.001.0001/oxfordhb-9780198732242-e-1.

[13] Scudder T. Large Dams: Long Term Impacts on Riverine Communities and Free Flowing Rivers. 1st ed. 2019. Singapore: Springer Singapore : Imprint: Springer; 2019. 1 p. (Water Resources Development and Management).

[14] ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ. ทั่วโลกกำลังรื้อเขื่อนทิ้ง โดย ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ [Internet]. ThaiTribune ไทยทริบูน. 2016 [cited 2021 Oct 28]. Available from: http://www.thaitribune.org/contents/detail/308?content_id=18421&rand=1472040223.

[15] China Has Thousands of Hydropower Projects It Doesn’t Want – BNN Bloomberg. ฺBloomberg News [Internet]. 2021 Aug 14 [cited 2021 Oct 28]; Available from: https://www.bnnbloomberg.ca/china-has-thousands-of-hydropower-projects-it-doesn-t-want-1.1640135.

Li Xia. China Focus: China demolishing hydro dams to protect endangered giant salamanders – Xinhua | English.news.cn. Xinhua [Internet]. 2019 Mar 21 [cited 2021 Oct 28]; Available from: http://www.xinhuanet.com/english/2019-03/21/c_137913456.htm.

Last Updated on มีนาคม 10, 2022

Author

ผู้เขียน

RELATED

SDG Updates | สรุปเสวนา ‘การประชุมสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2’

ชวนอ่านบทสรุปเวทีเสวนา การประชุมสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 หัวข้อ ‘แนวนโย…

SDG Updates | สรุป 9 เป้าหมายย่อยที่ยังวิกฤต (ฉบับรวบรัด) จากรายงาน 5 ปีสถานะ SDGs ประเทศไทย โดยสภาพัฒน์

การเปิดตัว รายงานความก้าวหน้าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย พ.ศ. 2559-2563 ที่จัดทำโดย สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เ…

SDG Updates | สรุปการสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ “การประเมินผลสัมฤทธิ์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ของการทำโคก หนอง นา”

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2567 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2567 หรือ ‘EconTU Symposium’ ครั้งที่ 45 ภายใต้หัวข้อ “เ…

เผยแพร่แล้ว!  ผลสำรวจ SDG Policy Survey นำเสนอความต้องการของประชาชนต่อ “นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในการเลือกตั้ง 2569

ร้อยละ 32.9 ของผู้ตอบเเบบสำรวจ เลือก “คนและสังคม” เป็นนโยบายยั่งยืนที่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันในรัฐบาลหน้า

ต้นเดือนมกราคมที่ผ่…

ค้นหา