วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nation General Assembly: UNGA) มีมติรับรองและสนับสนุนข้อมติความเห็นเชิงที่ปรึกษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court Justice: ICJ) ว่าด้วยภาระหน้าที่ของรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเน้นย้ำให้รัฐสมาชิกดำเนินมาตรการทุกวิถีทางเพื่อลดความเสียหายต่อระบบภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) อย่างจริงจัง
ข้อมติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจาก 141 ประเทศ ไม่เห็นชอบ 8 ประเทศ และงดออกเสียง 28 ประเทศ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงมติเห็นชอบ ขณะที่ เบลารุส อิหร่าน อิสราเอล ไลบีเรีย รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย เยเมน และสหรัฐอเมริกา คือกลุ่มประเทศที่ไม่เห็นชอบ โดย แทมมี บรูซ รองเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า มติดังกล่าวมีข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และระบุว่าวอชิงตันไม่เห็นความจำเป็นที่เลขาธิการสหประชาชาติจะต้องจัดทำรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายตามมติดังกล่าว นอกจากนี้ สำนักข่าว Associated Press ยังรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกา พยายามผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ กดดันวานูอาตูถอนมติดังกล่าวออกจากการพิจารณา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ทั้งนี้ เนื่องจากความเคลื่อนไหวระหว่างประเทศเรื่องความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งนี้ เริ่มต้นมาจากประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศวานูอาตู ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบรุนแรงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากภัยพิบัติ และความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของประเทศ แม้ว่าจะเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนต่ำมากก็ตาม ประเทศเหล่านี้ร่วมกับเครือข่ายเยาวชนและภาคประชาสังคมผลักดันให้ UN ส่งคำถามไปยัง ICJ เพื่อขอคำตอบทางกฎหมายต่อวิกฤตภูมิอากาศ
‘Talk A Walk, Talk International ท่องโลกกว้างด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ’ ที่ดำเนินการโดย ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สรุปสาระสำคัญของความเห็นเชิงแนะนำของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ดังนี้
- รัฐมีพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศในการปกป้องระบบภูมิอากาศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหากรัฐใดละเมิดพันธกรณีดังกล่าวก็อาจต้องรับผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอาจต้องยุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย รับประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ และชดใช้ความเสียหายแก่รัฐที่ได้รับผลกระทบ
- รัฐมีพันธกรณีที่มีผลผูกพันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ เช่น United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC), Kyoto Protocol, Paris Agreement รวมถึงกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในการคุ้มครองระบบภูมิอากาศและส่วนอื่นของสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
- รัฐมีหน้าที่ใช้ความระมัดระวังอย่างเหมาะสม (due diligence) และใช้มาตรการที่อยู่ในอำนาจของตน เพื่อป้องกันไม่ให้กิจกรรมภายในเขตอำนาจหรือการควบคุมของตนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีหน้าที่กำกับดูแลกิจกรรมของภาคเอกชน เช่น การผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล การให้สัมปทานสำรวจเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล
- รัฐที่ละเมิดพันธกรณีดังกล่าว การกระทำนั้นอาจถือเป็น ‘internationally wrongful act’ ซึ่งก่อให้เกิดความรับผิดของรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยผลทางกฎหมายอาจรวมถึงหน้าที่ในการยุติการกระทำ รับประกันว่าจะไม่เกิดซ้ำ และชดใช้ความเสียหายแก่รัฐที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ ต้องสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงเชิงเหตุและผลที่มีความโดยตรงและแน่นอนเพียงพอ
ด้าน Thai Climate Justice for All ชี้ว่าอาจต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความเห็นเชิงที่ปรึกษา” ของ ICJ กับ “มติรับรอง” ของ UN โดยคำวินิจฉัยของ ICJ ไม่ใช่คำพิพากษาที่ตัดสินว่าประเทศใดกระทำผิด และไม่ได้สั่งให้ประเทศใดจ่ายค่าชดเชยโดยตรง แต่เป็นการตีความหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่มติของ UN ไม่ได้เปลี่ยนคำวินิจฉัยให้กลายเป็นกฎหมายโลก หากแต่เพิ่มน้ำหนักทางกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศต่อหลักการที่ศาลวางไว้
● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
– ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 แสดงความมุ่งมั่น – ที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี 2573 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
– กลุ่มประเทศ G7 ตกลงยุติให้เงินอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2021
– ความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน อาจฉุดรั้งความก้าวหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
– สรุปประชุม COP27 อะไรคือประเด็นที่น่าจับตามอง เน้นย้ำ “ความสูญเสียและเสียหาย” จากภาวะโลกร้อน
– COP 27 ย้ำการปกป้อง ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ เชื่อมโยงกับ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ เป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกัน
ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
– (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
– (13.a) ดำเนินการให้เกิดผลตามพันธกรณีที่ผูกมัดต่อประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีเป้าหมายร่วมกันระดมทุนจากทุกแหล่งให้ได้จำนวน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ภายในปี 2563 เพื่อจะแก้ปัญหาความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนาในบริบทของการดำเนินการด้านการบรรเทาที่ชัดเจนและมีความโปร่งใสในการดำเนินงานและทำให้กองทุน Green Climate Fund ดำเนินการอย่างเต็มที่โดยเร็วที่สุดผ่านการให้ทุน
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.3) ระดมทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมจากแหล่งที่หลากหลายไปยังประเทศกำลังพัฒนา
– (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรด้านการเงิน เพื่อจะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
แหล่งที่มา
– ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ UNGA มีมติรับรองความเห็นเชิงแนะนำของศาลโลกในประเด็นเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (‘Talk A Walk, Talk International ท่องโลกกว้างด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ’)
– ศาลโลกวินิจฉัยอะไรเรื่องโลกร้อน และหลัง UN รับรองล่าสุด เรื่องนี้หมายความว่าอะไร (Thai Climate Justice for All)
– มติประวัติศาสตร์ ศาลโลกชี้ ทุกประเทศรับผิดชอบโลกร้อน ไทยหนุน-สหรัฐฯ+8 ชาติค้าน (กรุงเทพธุรกิจ)