EU บังคับใช้ ‘สิทธิในการซ่อม’ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้ผลิตต้องมีอะไหล่สำรองให้ 10 ปี เพื่อซ่อมก่อนจะต้องซื้อใหม่

บริษัทผลิตตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไดร์เป่าผม หรือ โทรทัศน์ในยุโรป ต้องทำให้แน่ใจว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของพวกเขาสามารถซ่อมแซมได้ภายในระยะ 10 ปีของการใช้งาน เพื่อจำนวนขยะจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในทุกๆ ปี

สิทธิในการซ่อม (Right to Repair) มีผลบังคับใช้ใน 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2021 หลังจากผ่านการรับรองตั้งแต่ปี 2019 กฎหมายใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้าที่ผลิต โดยการทำให้สินค้ามีความทนทาน ใช้งานได้นานขึ้น และประหยัดพลังงานมากขึ้น

เครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่มักประกอบด้วยการยึดติดถาวรจนไม่สามารถแกะออกเพื่อซ่อมได้ อีกทั้งผู้บริโภคยังเจอปัญหาไม่สามารถหาอะไหล่เพื่อซ่อมแซมได้ และเข้าไม่ถึงคู่มือการซ่อมแซมผลิตภัณฑ์ ต้องส่งซ่อมโดยตรงกับผู้ผลิตเท่านั้น ซึ่งอาจใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายสูง จึงเป็นการบังคับโดยกลายให้ผู้บริโภคต้องซื้อเครื่องใหม่ ภายใต้กฎหมายใหม่นี้ บริษัทผู้ผลิตจะต้องมีชิ้นส่วนหรืออะไหล่ของเครื่องใช้ไฟฟ้าสำรองไว้ถึง 10 ปี เพื่อให้ผู้บริโภคมีสิทธิซ่อมสินค้าด้วยทางเลือกของตนเอง

นอกจากนี้ อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขายหลังจากกฎหมายใหม่บังคับใช้ ต้องมาพร้อมกับคู่มือการซ่อมสินค้า และต้องผลิตมาในลักษณะที่ถอดชิ้นส่วนได้โดยใช้เครื่องมือทั่วไปเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายในกรณีที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้แล้ว

ในแต่ละปี ประชากรในสหภาพยุโรปผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 16 กิโลกรัมต่อคน ครึ่งหนึ่งของขยะอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวคือเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่ชำรุด ซึ่งสามารถรีไซเคิลได้เพียง 40% ของปริมาณทั้งหมดเท่านั้น

ในขั้นต่อไป นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกลุ่มปกป้องสิทธิผู้บริโภคต้องการให้ สิทธิในการซ่อม ครอบคลุมถึงสมาร์ทโฟน แล็ปท็อป และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่นๆ

สิทธิในการซ่อมแซมได้รับการรองรับในสภานิติบัญญัติของหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคทั้งสองฝ่าย แม้ว่าจะยังไม่มีการบังคับใช้ทั่วประเทศก็ตาม

สวีเดนนำหน้ากว่าสหภาพยุโรปในการบังคับใช้กฎหมายนี้ โดยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มของการซ่อมแซมและอะไหล่สินค้าด้วย

สิทธิในการซ่อม เพื่อยืดอายุการใช้งานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

ที่มา: AP News

Last Updated on มีนาคม 16, 2021

Author

  • Natetida Bunnag

    Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Natetida Bunnag

    Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

รายงาน UN ชี้อัตราการเสียชีวิตของมารดาลดลง 40% ทั่วโลก – แต่ยังสูงในประเทศที่มีความขัดแย้ง

หน่วยงานสหประชาชาติ (United Nations: UN) ได้เปิดเผยว่าปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มรอดชีวิตจากการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรสูงกว่าที่ผ่านมา โดยอัตราการเสียชี…

How to ใช้มาตรฐานความยั่งยืนของเอกชนมาช่วยรัฐรายงานความก้าวหน้า SDGs

ตามกระบวนการปกติภาครัฐจะรายงานความคืบหน้าตาม SDGs ของประเทศตนเองผ่านการส่งรายงานการทบทวนระดับชาติโดยสมัครใจ (Voluntary National Reviews: VNRs) โดยที่…

ธุรกิจเช่าเสื้อผ้าออนไลน์ ‘The Volte’ เทรนด์แฟชั่นยั่งยืนที่สร้างรายได้-ลดโลกร้อน ในยุคฟาสต์แฟชั่น

ออสเตรเลียมียอดขายเสื้อผ้าสูงถึง 1.51 พันล้านชิ้น หรือเฉลี่ย 55 ชิ้นต่อคนต่อปีจากข้อมูลปี ปี 2567 ถือว่าเพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้…

OECD เผยแพร่ ‘ข้อมูลสถิติด้านสุขภาพ ฉบับปี 2568’ หวังประเทศต่าง ๆ เปรียบเทียบ-ปรับใช้ระบบสุขภาพที่หลากหลายและดีขึ้น 

วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) เผยแพร่ ‘ข้อมูลสถิ…

ค้นหา