SDG Updates | อนาคตหลังโควิด-19: SDG 16 กับบทบาทของเครือข่ายความรู้

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 นั้นส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน และมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงโลกนับจากนี้ รวมไปถึงบทบาทขององค์ความรู้ ทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ท่ามกลางปัจจัยอื่น ๆ ที่สะท้อนถึงความเปราะบางของสังคมไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะประเด็นด้านความยุติธรรม สันติภาพ และสิทธิมยุษชน ที่เป็นความท้ายหลักในปัจจุบัน

SDG Updates ฉบับนี้ชวนติดตามความสำคัญของ SDG 16 กับบทบาทของเครือข่ายความรู้โดยเฉพาะในแวดวงวิชาการผ่านปาฐกถาของศาสตราจารย์กิตติคุณดร. วิทิต มันตาภรณ์ ศาสตราภิชานคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน ผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์การสหประชาชาติหลายตำแหน่ง โดยล่าสุดท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ในหัวข้อ  “การกับกับดูแลอนาคตหลังโควิด-19: SDG 16 กับบทบาทของเครือข่ายความรู้”

ซึ่งการปาฐกถานี้เป็นส่วนหนึ่งของการสัมนาวิชาการเรื่องในวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวข้อ “ทิศทางที่ท้าทายประเทศไทย: การบูรณาการความรู้เพื่อกำกับดูแลอนาคต – Roadmap 2030 as Governance for a Shared Future: Role of Knowledge Integration” สถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์สันติภาพและความขัดแย้ง และ Sustainable Development Solutions Network (SDSN) ประเทศไทย

ศาสตราจารย์กิตติคุณดร. วิทิต มันตาภรณ์ ศาสตราภิชานคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน ผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการดำเนินงานขององค์การสหประชาชาติหลายตำแหน่ง โดยล่าสุดท่านได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้แทนพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา

มองภาพรวมทั่วไปเกี่ยวกับโควิด-19 ในกรอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในส่วนแรก โควิด-19 ถือเป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) ไม่ใช่ขั้นสุดท้ายที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฝากไว้กับพวกเรา คือ ให้เตรียมการไว้ให้ดี จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ผมคิดว่าการที่โควิด-19 กระตุ้นให้เราเตรียมการในอนาคตนั้นถือเป็นโอกาส (opportunity) ด้วย พวกเราควรจะตระหนักกับตัวเองอยู่เสมอว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ฟื้นฟู และผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ สำหรับประเทศไทยผมมองว่าเรารับมือกับปัญหานี้ได้ดีพอสมควร เห็นได้จากสถิติที่มีการรายงานว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 4 ของโลกในการแก้ปัญหาและรับมือกับโควิด-19 

ถ้ามองในทางวิชาการก็ถือว่า “Not bad, Quite good” ในการรับมือกับสถานการณ์ แต่ในเรื่องเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาครั้งนี้นั้นดีที่สุดหรือไม่ ยังคงเป็นประเด็นที่เราต้องหาคำตอบต่อไป โดยเครื่องมือที่ใช้ในครั้งนี้ คือ พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกตำหนิในสหประชาติมาหลายปีแล้วว่า เป็นเครื่องมือที่ไม่สมควรและไม่สมดุลต่อสิทธิมนุษยชนมากเกินไป ซึ่งในความจริงกฎหมายไทยมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น พระราชบัญญัติควบคุมโรคติดต่อ พระราชบัญญัติความมั่นคง หรือพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ แต่กลับเลือกใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากง่ายต่อการบริหาร แต่ทั้งนี้ก็ยากต่อการพัฒนาระยะยาว ผลลัพธ์ที่ตามมาหลังโควิค-19 มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ 

  1. อำนาจฝ่ายบริหารเพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อมีคำสั่งออกมาแล้ว ไม่มีใครกล้าประท้วง 
  2. สังคมเปลี่ยนแปลงเป็นดิจิทัล (digitize) มากขึ้น และเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางความรู้ (digital divide) มากขึ้นตามไปด้วย 
  3. ผลกระทบต่อสุขภาพได้รับการตอบสนองอย่างดีจากบริการสาธารณสุข และความจำเป็นพื้นฐานได้รับการช่วยเหลือ เช่น ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาล แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกมาด้วยภาระหนี้สินของรัฐที่เพิ่มขึ้นด้วย

    ยุคโควิดถือเป็นยุคสมัยใหม่อีกรูปแบบหนึ่งที่เข้ามา ประกอบไปด้วย 3A ดังนี้

        

A1: Automation เป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำด้วยมือจากมนุษย์ไปสู่เครื่องกลทั้งหลาย
A2: Artificial Intelligence เป็นระบบหุ่นยนต์
A3: Algorithm ในปัจจุบันข้อมูลเข้าถึงได้ง่ายและควบคุมได้ยาก อนาคตข้อมูลเหล่านั้นอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิ์ของเราได้  ซึ่งทั้ง 3A ที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นในอยู่แล้วในปัจจุบันและจะเกิดมากขึ้นอีกหลังโควิด-19 เพราะฉะนั้นเราจึงต้องระมัดระวังให้ดี

มองภาพเกณฑ์พัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านงานล่าสุดของสหประชาชาติ

ส่วนที่สองโลกตอบสนองต่อโควิด-19 ในกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างไร ย้อนไปเมื่อปี 2015 ประชาคมโลกรวมทั้งประเทศไทยได้ร่วมกันตกลงเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือที่เรียกว่า SDGs ซึ่งตั้งไว้ 17 เกณฑ์ หรือที่เรียกว่า SDG 17 เป้าหมาย นำมาสู่เกณฑ์ที่น่าสนใจที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ คือ เกณฑ์ที่ 16 เกี่ยวกับสันติภาพ ความยุติธรรม สิทธิและเสรีภาพ (SDG 16) รวมทั้งจะแทรกในเรื่องการรุกรานด้วยไม่มากก็น้อย

ตั้งแต่กำหนดเกณฑ์ที่ยั่งยืนทั้ง 17 เกณฑ์ขึ้นมาแล้ว ประเทศไทยถือว่าดำเนินการตามเป้าหมายได้ดีพอสมควรมาโดยตลอด จนกระทั่งมีโควิด-19 กลายเป็นอุปสรรค์ต่อการดำเนินตามเป้าหมาย โดยจากรายงานของสหประชาชาติรายงานว่า ในเอเชียแปซิฟิกมีความถดถอยในเกณฑ์ที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate action) และเกณฑ์ที่ 14 ทรัพยากรทางทะเล (life below water) แต่ทำได้ดีในการรับมือในเกณฑ์ที่ 4 การศึกษาที่เท่าเทียม (quality education) 

ในขณะเดียวกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความถดถอยอยู่แล้วในเกณฑ์ที่ 13 และ 14 และหลังจากโควิด-19 ก็จะถดถอยมากขึ้น รวมทั้งในเกณฑ์ที่ 16 สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง (sustainable Development) ก็คงถดถอยตามไปด้วย   ในประเด็นนี้ NGOs ได้พูดถึงไว้ตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ว่าพื้นที่ประชาธิปไตยกำลังหด หรือถูกทำให้หด ยกตัวอย่างให้เห็นว่าเกณฑ์ที่ 16 ถดถอยอย่างไร โดยดูที่เป้าหมายย่อย 12 เป้าหมาย และดัชนีที่ต้องเก็บข้อมูลอีก 24 ตัว ซึ่งสถิติการเก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์ดัชนีนั้นมีอยู่ 2 เทียร์ ได้แก่ เทียร์ 1 คือ สามารถเก็บสถิติได้ เช่น สถิติจำนวนของคนที่จำคุกอยู่โดยที่ยังไม่ได้สัดสินลงโทษ พบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี และเทียร์ 2 คือ ยังไม่สามารถที่จะเก็บสถิติได้ เช่น สถิติการกระทำความรุนแรงกับเด็ก และสถิติของคนเกี่ยวกับความรู้สึกมีส่วนร่วมในการบริหาร เป็นต้น 

ในเรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมีเกณฑ์ย่อยอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ 

  • เกณฑ์ที่ 16.3 เกี่ยวกับเรื่องการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 
  • เกณฑ์ที่ 16.7 เกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วม 
  • เกณฑ์ที่ 16.10 การเข้าถึงข้อมูลและเคารพสิทธิเสรีภาพ 

สรุปโดยภาพรวมของเกณฑ์ที่ 16 เห็นได้ชัดว่าถอดหลัง ซึ่งในส่วนของการแก้ปัญหาน่าจะทำได้ไม่ยากนัก เช่น คนที่ถูกจำคุกโดยที่ศาลยังไม่ได้ลงโทษก็ควรเปิดโอกาสให้มีการประกันตัว หรือปล่อยตัวได้ เมื่อกล่าวถึงฐานวิชาการที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเกณฑ์ที่ 16 โดยดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วบริบทของเราอยู่ที่ไหน สามารถตอบได้จาก 3 คำถามต่อไปนี้

Who? : ใครเป็นตัวแสดงหลักในเรื่องฐานความรู้ คำตอบ คือ จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น แต่ที่อยากฝากให้คิดต่อหลังจากโควิด-19 เป็นเรื่องความเข้าใจในเรื่องตัวแสดงหลักนี้อาจจะต้องกว้างขึ้น อย่ามองว่าเป็นบทบาทของรัฐเพียงอย่างเดียว ในยุคใหม่นี้มีกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กลุ่มธุรกิจ เพราะข้อมูลอยู่ที่คนกลุ่มนี้ ฉะนั้นองค์การสหประชาชาติจึงมีเกณฑ์ในเรื่องการปฏิบัติของกลุ่มธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Guiding Principles on Business and Human Rights) ประกอบไปด้วย 1) รัฐมีหน้าที่คุ้มครองป้องกันสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ ต้องมีกรอบของกฎหมายที่ดี 2) กลุ่มธุรกิจมีหน้าที่เคารพกฎหมายเหล่านั้นและมีมาตรการในการตรวจสอบตนเองด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลในทางลบ และหากเกิดเหตุในทางลบก็ต้องดำเนินการรับผิดชอบแก้ไข 3) รัฐและกลุ่มธุรกิจมีหน้าที่ต้องเยียวยา

What? : เก็บข้อมูลอะไรและนำข้อมูลอะไรไปวิเคราะห์ คำตอบที่ง่ายที่สุด คือ เก็บข้อมูลที่วาง SDGs เอาไว้อยู่แล้วทั้ง 17 เกณฑ์ โดยเฉพาะข้อมูลเทียร์ 2 ที่สหประชาชาติยังไม่สามารถเก็บได้ เราก็ไปเก็บมาแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้น

How? : วิธีการจะเป็นอย่างไร ขอเก็บไว้ตอบในตอนสุดท้าย เพื่อที่จะปิดฉากต่อจากส่วนที่สามว่าจะทำอย่างไรต่อไป

มองภาพมุ่งสู่อนาคตภายหลังโควิด-19

 ส่วนสุดท้าย ภาพรวมอนาคตหลังจากโควิด-19 จากที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่ามีความท้าทายอย่างมากมีทั้งส่วนที่เป็นวิกฤติและโอกาส โดยจากการคาดการณ์ของสหประชาชาติเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า หลังวิด-19 จะต้องตระหนักและวางแผนใน 4 ประเด็น ดังต่อไปนี้ 

  • ประเด็นที่ 1 ความยากจนกับการตกงาน การสร้างในอนาคตจะต้องเปลี่ยนไป ในเรื่องปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตจะไม่ใช่แค่การแจกเงิน แต่ยังรวมไปถึงการสร้างทักษะความรู้ และวิถีชีวิตที่ถูกผลักดันให้เปลี่ยนแปลงไปด้วย
  • ประเด็นที่ 2 ดิจิทัล ทำอย่างไรให้คนที่เข้าไม่ถึงดิจิทัลนั้นสามารถเข้าถึงดิจิทัลได้มากขึ้น
  • ประเด็นที่ 3 สิ่งแวดล้อม ในเรื่องความพยายามในการลดภาวะโลกร้อน สำหรับประเทศไทยพบว่า สามารถทำได้ดีในการลดการใช้เชื้อเพลิง แต่ยังปรับตัวไปใช้พลังงานสะอาดได้น้อย ดังนั้นจึงต้องหันกลับไปถามที่ภาครัฐว่าจะทำอย่างไรให้การปรับตัวไปใช้พลังงานอื่นนั้นทำได้ง่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องขยะพลาสติก (plastic waste) ที่เห็นได้ชัดคือขยะจากหน้ากากอนามัยยังมีการจัดการได้ไม่ค่อยดี 
  • ประเด็นที่ 4 สิทธิและเสรีภาพ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่าพื้นที่ประชาธิปไตยลดลง อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศพม่าแสดงให้เห็นการไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ อันจะนำไปสู่ปัญหาผู้ลี้ภัยต่อไป ดังนั้น ประเด็นเกี่ยวกับสิทธิที่ควรตระหนักมากที่สุด คือ สิทธิในการแสดงออก สิทธิในการรวมกลุ่ม สิทธิในการรวมกลุ่ม

         ถึงแม้ในการจัดการโควิด-19 จะทำให้บางภาคส่วนพัฒนาในแง่ดีขึ้น แต่ในบางภาดส่วนก็ได้รับผลกระทบในทางลบ ฟื้นฟูได้ช้า และจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเทียว เป็นต้น

         ตอบคำถามสุดท้ายในส่วนของ How? จะมีการแก้ปัญหาได้อย่างไร คำตอบง่าย ๆ คือ มีเครื่องมือที่ดี อันได้แก่ 

  1. กฎหมายที่ดี เช่น การแก้ปัญหาให้การทำแท้งถูกกฎหมาย ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อสิทธิสตรีได้ดี 
  2. นโยบายที่ดี เช่น SDGs
  3. โปรแกรมที่ดี เช่น การเรียนออนไลน์
  4. การปฏิบัติที่ดี เช่น เมื่อแก้ไขให้การทำแท้งถูกกฎหมาย นำไปสู่การปฏิบัติที่ดีต่อสตรี
  5. กลไกบุคลากรที่ดี เช่น การพัฒนาองค์ความรู้ให้บุคลากร
  6. ทรัพยากรที่ดี เช่น งบประมาณที่เพียงพอต่อการดำเนินงานในเรื่องที่จำเป็น อาสาสมัครในการปฏิบัติงาน และผู้นำที่มีประชาธิปไตยและเคารพสิทธิเสรีภาพ
  7. การศึกษาที่ดี เช่น การพัฒนาและสร้างศักยภาพเกี่ยวกับฐานความรู้
  8. การจัดการข้อมูลที่ดี
  9.  การเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบ
  10. พื้นที่ประชาธิปไตย จะเอื้อต่อการพัฒนาและปฏิรูป                      

สุดท้ายนี้ที่อยากจะฝาก คือ เมื่อโควิดนั้นเกิดขึ้นเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส เราต้องเชื่อมทั้งสองอย่างนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยการร่วมมือกันทุกภาคส่วนในความพยายาม ความเอื้อเฟื้อ ความเคารพต่อสันติภาพ เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย อันจะนำไปสู่ปรัชญาที่องค์การสหประชาชาติได้ฝากไว้ว่า “Let’s recover better together!” เรามาร่วมกันฟื้นฟูให้ดีขึ้นด้วยหุ้นส่วนของเรา

————————————————————————————————————————————————-

รับชมงานเสวนาย้อนหลังได้ที่ https://fb.watch/4Sh2fdx0nq/
Sustainable Development Solutions Network (SDSN) ประเทศไทย ก่อตั้งโดยความร่วมมือระหว่าง ศูนย์สันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) เพื่อสร้างเครือข่ายนักวิชาการ ภาคประชาสังคมเพื่อทำงานความรู้ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *