มาตรการของสหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศที่ ‘แม่บ้านโรงแรม’ ต้องเผชิญ

หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านมาหนึ่งปี อุตสาหกรรมโรงแรมในสหรัฐอเมริกาค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น พนักงานโรงแรมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และข้อมูลจาก US Bureau of Labor Statistics หรือ สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า ตำแหน่งแม่บ้านโรงแรม เป็นผู้หญิงเกือบ 90% และเนื่องจากลักษณะงานต้องทำงานคนเดียวหรือตามลำพังกับผู้เข้าพักในพื้นที่ลับตา จึงต้องเผชิญกับการใช้ความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศในระดับสูงกว่าพนักงานในตำแหน่งอื่น

ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศและการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งและในหลายพื้นที่ ทำให้รัฐบาลหลายรัฐออกกฎหมายเพื่อป้องกันแก้ปัญหา และเครือโรงแรมหลักก็เริ่มมีมาตรการเพื่อปกป้องสวัสดิภาพของพนักงานอย่างจริงจัง

ในปี 2018 สมาคมสหภาพแรงงานอาหาร เกษตรกรรม โรงแรม ภัตตาคาร การบริการอาหาร ยาสูบและแรงงานพันธมิตรระหว่างประเทศ (IUF) กดดันให้ Marriott International เครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกปรับปรุงสภาพความปลอดภัยในการทำงาน จนในที่สุดจึงให้แม่บ้านโรงแรมในเครือมี ‘panic button‘ หรือ ‘ปุ่มฉุกเฉิน‘ เพื่อขอความช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน และในปีเดียวกัน สมาคมโรงแรมและที่พักอเมริกา (AH&LA) ซึ่งดูแลโรงแรมประมาณ 20,000 แห่ง ได้ประกาศคำมั่นสัญญา 5 ดาว (5-Star Promise) ว่าจะปรับปรุงนโยบายที่เสริมสร้างความปลอดภัยให้พนักงานโรงแรม

นอกจากการติดตั้ง panic button ในห้องพักหรือให้พนักงานมีอุปกรณ์ขอความช่วยเหลือติดตัวแล้ว การให้พนักงาน check in และ check out แต่ละกะ หรือแม้แต่การเข้าทำความสะอาดแต่ละห้องเพื่อยืนยันความปลอดภัยแก่หัวหน้า ก็สามารถช่วยตรวจสอบความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทันทีและทันเวลา

ในแง่ของมาตรการเชิงรุก รัฐบาลทั่วสหรัฐอเมริกาได้เริ่มดำเนินการกำหนดกฎหมายความปลอดภัยของพนักงานโรงแรม โดยมีตัวอย่างได้แก่

  • รัฐนิวเจอร์ซีย์ – (มิถุนายน 2019) กำหนดให้ทุกโรงแรมในรัฐที่มีห้องพักมากกว่า 100 ห้อง ต้องมีปุ่มฉุกเฉินให้พนักงานในห้องพัก และมีป้ายแสดงรายละเอียดการใช้และสิทธิของพนักงานให้ผู้เข้าพักทราบ
  • รัฐวอชิงตัน – (มกราคม 2020) กำหนดให้ทุกโรงแรมในรัฐที่มีห้องพักตั้งแต่ 60 ห้องขึ้นไป ต้องจัดให้พนักงานมีปุ่มฉุกเฉินติดตัวขณะทำงาน
  • รัฐอิลลินอยส์ – (กรกฎาคม 2020) กำหนดให้ทุกโรงแรมในรัฐที่มีห้องพักมากกว่า 100 ห้อง ต้องจัดให้ทั้งพนักงานเต็มเวลาและพนักงงานพาร์ทไทม์ มีปุ่มฉุกเฉินขณะทำงาน
  • เมืองโอ็คแลนด์ – (พฤศจิกายน 2018) เมืองผ่านกฎหมายที่กำหนดให้โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 50 ห้องขึ้นไปขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้พนักงานโรงแรม มีปุ่มฉุกเฉิน และจำกัดปริมาณงานเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในหมู่พนักงาน
  • หาดไมอามี่ – (สิงหาคม 2019) กำหนดให้มีปุ่มฉุกเฉินและอุปกรณ์ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินแบบพกพา เพื่อปกป้องพนักงานโรงแรมและโฮสเทลในไมอามี่
  • เมืองซีแอทเทิล – (พฤศจิกายน 2016) ผ่านกฎหมายที่กำหนดให้โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 60 ห้องขึ้นไป มีปุ่มฉุกเฉินใหิพนักงานที่ให้บริการในห้องพัก (in-room service)
  • เมืองชิคาโก – (กรกฎาคม 2018) กำหนดให้มีปุ่มฉุกเฉินและอุปกรณ์แจ้งเตือนให้พนักงานโรงแรมที่ทำความสะอาดและดูแลห้องพักหรือห้องน้ำ
  • เมืองซานตา โมนิกา – (มกราคม 2020) มีกฎหมายกำหนดให้โรงแรมทุกแห่ง ทุกขนาด ต้องมีปุ่มฉุกเฉินให้กับพนักงาน และภายใต้กฎหมาย เจ้าของโรงแรมต้องจัดหาพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือบุคคลที่พร้อมให้ความช่วยเหลือพนักงานได้ทันที
  • เมืองแซคราเมนโต – (กรกฎาคม 2020) กำหนดให้ทุกโรงแรมมีปุ่มฉุกเฉินและมาตรการด้านความปลอดภัยของพนักงานโรงแรม

แม้ว่าจะการดำเนินการมากมายเพื่อเพิ่มการคุ้มครองพนักงานโรงแรม โดยเฉพาะพนักงานผู้หญิง แต่การบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยก็ยังไม่ครอบคลุมถึงพนักงานอีกหลายพันคน โรงแรมและนายจ้างจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อให้พนักงานมีความปลอดภัยและมีความอุ่นใจในที่ทำงาน

ความปลอดภัยในที่ทำงานสำหรับพนักงานโรงแรม โดยเฉพาะพนักงานผู้หญิง อยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
- SDG 8 งานที่ดีและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในประเด็น ปกป้องสิทธิแรงงานและส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับผู้ทำงานทุกกลุ่ม (8.8) 
- SDG 5 ความเท่าเทียมทางเพศ ในประเด็น จัดความรุนแรงทุกรูปแบบต่อผู้หญิงและเด็กหญิง (5.1)

ที่มา: Occupational Health & Safety

Last Updated on เมษายน 29, 2021

Author

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

ไทยเตรียมผลิตยาช่วยเลิกบุหรี่ ‘ไซทิซีน’ พร้อมดันเข้าบัญชียาหลัก เพื่อราคาถูก เข้าถึงได้

31 พฤษภาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก หรือ World No Tobacco Day ตั้งแต่ปี 1988 โดยในปีนี้ องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดธีมว่า “Commit

โลกกำลังเดินหน้าด้วย ‘One Health’ เชื่อมความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพภูมิอากาศ และ Nature-based Solutions

‘biodiversity, climate change, health, and infectious diseases’

เดือนเมษายนนี้ ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจะเข้าร่วม ‘คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากห…

กฎหมายแรงงานใหม่ของโปรตุเกส ห้ามนายจ้างส่งข้อความเรื่องงานหาลูกจ้าง ‘นอกเวลางาน’

โปรตุเกสออกกฎหมายแรงงานใหม่ สั่งห้ามนายจ้างส่งข้อความและอีเมลถึงพนักงานนอกเวลาทำงาน ซึ่งตอบสนองต่อการขยายตัวของรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนมาทำงานจากบ้าน…

ช่องว่างรายได้ที่ต่างกันเพราะเพศสภาพ (Gender Pay Gap) มีทั้งย่ำแย่ลง ดีขึ้นแต่ยังใช้เวลานานเกินไป และถูกกระทบเพราะโควิด-19

การส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศมีที่เด่นชัดประการหนึ่งคือการจ่ายเงินเดือนที่เท่าเทียมกันสำหรับชายหญิงในตำแหน่งงานเดียวกัน-ระดับเดียวกัน-บริษัทเ…

ค้นหา