ผู้ลี้ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate refugees): ประเด็นใกล้ตัวที่โลกยังตระหนักถึงน้อยเกินไป

เมื่อวาน (20 มิถุนายน 2564) เป็นวันผู้ลี้ภัยโลก (World Refugee Day)

จำนวนคนพลัดถิ่นภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากในปี 2563 โดยมีถึง 40.5 ล้านคนที่กลายเป็นคนพลัดถิ่นในประเทศ ‘รายใหม่’ ในจำนวนนี้มี 9.8 ล้านคนที่พลัดถิ่นอันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านความขัดแย้งและความรุนแรง ขณะที่ปัจจัยอีกประการที่สังคมโลกต้องตระหนักมากขึ้นก็คือ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ ที่ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ (และอาจรุนแรงขึ้น) อาทิ ไซโคลน ฤดูมรสุม และน้ำท่วม เป็นผลทำให้คนต้องพลัดถิ่นเกือบถึง 30.7 ล้านคน (98%) – มากกว่าปัจจัยความขัดแย้งและความรุนแรงเสียอีก

ภาพจาก: The number of internally displaced people reached a record high in 2020

ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพการพลัดถิ่นเพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเร็วที่สุด คือ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เป็นเวลาร่วม 30 ปีที่ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ตามริมชายฝั่งต้องตกอยู่ในความเสี่ยง โดยยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นจาก 160 ล้านคนเป็น 260 ล้านคน โดยเฉพาะว่า 90% ของจำนวนนี้มาจากประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนและรัฐหมู่เกาะขนาดเล็ก มีการคาดการณ์ว่า 17% ของประเทศบังกลาเทศจะจมภายในปี 2593 จากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เป็นผลให้ประชาชนกว่า 20 ล้านคนในพื้นที่นั้น ไม่มีที่อยู่อาศัย

ด้านนักวิทยาศาสตร์เองก็ได้กล่าวว่า หากโลกยังคงร้อนขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะหลอมรวมกับปัจจัยอื่น ทำให้เกิดการพลัดถิ่นอีกในอนาคต ขณะที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าหรือค่อยเป็นค่อยไป อาทิ การกลายเป็นทะเลทราย การเสื่อมโทรมของดิน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความเป็นกรดในทะเล และระดับน้ำทะเล จะยิ่ง ‘กระตุ้น’ ให้เกิดการพลัดถิ่นมากขึ้น เพราะปัจจัยดังที่กล่าวมานั้นกระทบต่อการมีที่ดินทำกิน การมีอาหารและน้ำ และความเป็นอยู่ ทว่ายังคงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะติดตามสถานการณ์และเก็บข้อมูล

ตามรายงาน 2021 GLOBAL REPORT ON INTERNAL DISPLACEMENT ก็ได้ระบุว่า แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อหลายแวดวง แต่การที่จะยืนยันว่าเป็นปัจจัยทางตรง/สัมพันธ์โดยตรงที่ทำให้เกิดการพลัดถิ่นภายในประเทศนั้น ยังไม่สามารถตัดสินได้เลยทันที ถึงกระนั้น จากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ (weather-related events) ที่เกิดขึ้นจะพบว่า พายุและน้ำท่วม เป็นสาเหตุหลักของการพลัดถิ่นเมื่อปี 2563 มากกว่าสาเหตุจากความขัดแย้งถึง 3 เท่า ตอกย้ำด้วยข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ที่เผยแพร่เมื่อเมษายนที่ผ่านมาว่ามีผู้พลัดถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุภัยพิบัติจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change-related disasters) มากขึ้นเป็น 21.5 ล้านคนนับจากปี 2553 เป็นต้นมา

นอกจากองค์การระหว่างประเทศ รัฐบาลบางประเทศ/ภูมิภาคเริ่มตระหนักถึงประเด็นนี้และมีการเคลื่อนไหวมาเป็นระยะ เฉกเช่นที่ได้เริ่มมีการหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน รวมถึง ‘ผู้ลี้ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ (Climate refugees) ในสภายุโรป และมีการกล่าวถึงในคำสั่ง (Executive order) ของประธานาธิบดีโจไบเดน สหรัฐฯ เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลอดจนการออกมาตรการของประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการลดผลกระทบหรือปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทาง IDMC ย้ำว่า การจัดการเรื่องพลัดถิ่นในประเทศที่สัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ จะต้องหาโซลูชั่นที่มาจากฐานของการปกครองโดยท้องถิ่น เพราะมีมุมมองและมาตรการกระจายอำนาจ/เข้าช่วยเหลืออย่างเข้าใจบริบทความเสี่ยงและความต้องการของชุมชน รวมถึงโซลูชั่นที่มาจากความเข้าใจประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้สามารถออกแบบนโยบายและวางแผนงบประมาณที่เกี่ยวข้องได้ยืดหยุ่นขึ้น

ทั้งนี้ ในภาพที่ใหญ่ขึ้น เมื่อเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็จะไปตกอยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change – UNFCCC) ขณะที่ อนุสัญญาปี ค.ศ.1951 ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย (1951 Convention Relating to the Status of Refugees) ที่ให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องความไม่ครอบคลุมผู้ลี้ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น ประเด็นนี้จะขยับขึ้นเป็นหนึ่งเรื่องที่ประชาคมโลกจะร่วมกันเร่งแก้ไขหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับการให้ ‘นิยาม’ ที่ชัดเจนของคำว่า ‘climate refugees’ และมีการกล่าวถึงให้มากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่กลไก/กรอบฎหมายระหว่างประเทศและการให้ความคุ้มครองตามสิทธิมนุษยชนต่อไป

● อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง : SDG Updates | Climate Migration ไม่ว่าใครก็อาจต้อง ‘ย้ายบ้าน’ เมื่อภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ไม่มีที่อยู่
● อ่านรายงานฉบับใหม่ 2021 GLOBAL REPORT ON INTERNAL DISPLACEMENT

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG1 ยุติความยากจน – (1.5) สร้างภูมิต้านทานและลดความเปราะบางต่อภัยพิบัติ/สภาพภูมิอากาศให้กับคนยากจนและที่อยู่ในภาวะเปราะบาง ภายในปี 2573
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ – (10.7) การอำนวยความสะดวกในการอพยพย้ายถิ่นของคนให้ปลอดภัย มีระเบียบ และมีการจัดการที่ดี
#SDG11 เมืองและการตั้งถิ่นฐาน – (11.5) ในด้านการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติที่มีต่อเมือง การปกป้องคนจนและกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ
#SDG13 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ – (13.2) บูรณาการมาตรการในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนระดับชาติ – (13.b) โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นและชนชายขอบ

ทั้งนี้ ผลกระทบของ climate change เกี่ยวพันกับ #SDG14 (ความเป็นกรดในมหาสมุทร) และ #SDG15 (การแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความเสื่อมโทรมของดินและความหลากหลายทางชีวภาพบนบก) และผลกระทบที่เกี่ยวกับ Climate refugees ยังมีเรื่อง อาทิ #SDG2 (ความมั่นคงทางอาหาร) #SDG3 (สุขภาพและสุขภาวะที่ดี) และ #SDG8 (การมีงานทำ)
โดยต้องอาศัย #SDG17 (หุ้นส่วนความร่วมมือภายในประเทศและระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) ในการเปลี่ยนแปลง

แหล่งที่มา:
https://www.weforum.org/agenda/2021/06/climate-refugees-the-world-s-forgotten-victims/
https://www.weforum.org/agenda/2021/05/internal-displacement-disaster-conflict-climate-change/

Last Updated on มิถุนายน 21, 2021

Author

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

ผู้เขียน

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

    View all posts

RELATED

UN เปิดตัว ‘หลักการหนุนการมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่างมีความหมาย’ เน้นความครอบคลุมและบทบาทที่ปฏิบัติได้จริง

วันที่ 16 มีนาคม 2569 องค์การสหประชาชาติ ได้เปิดตัว ‘Core Principle for Meaningful Youth Participation’ ซึ่งเป็นชุดหลักการที่มุ่งเปลี่ยน ‘คำมั่นสัญญา…

ผู้ติดเชื้อ ‘โรคฝีดาษลิง’ ทะลุ 16,000 ราย – WHO ประกาศยกระดับเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ด้าน สธ. เน้นย้ำคนไทยป้องกันและทำความเข้าใจโรค

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการภาวะฉุกเฉินของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations (2005) (IHR) Emergency Committee) ภายใต้องค์กา…

นครนิวยอร์ก-ไมอามี่หันเรียนวิทย์ฯ ชายฝั่ง (The Case for Citizen Science on Coastal Waters) #Planet

ที่มา: Citylab.com

โรงเรียนต่างๆ ในนครนิวยอร์กและไมอามี่เริ่มปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนโดยมุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนใส่ใจสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติรอบตัวมา…

สำนักเลขาธิการ UN รวบรวมสารสำคัญ VNR ปี 2022 นำเสนอความท้ายทายในการเร่งบรรลุ SDGs ของ 45 ประเทศ

การประชุมเวทีหารือระดับสูงทางการเมืองว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (High-Level Political Forum on Sustainable Development: HLPF) ประจำปี 2565 ตามตารางกำห…

ค้นหา