อังกฤษจำกัดการขายไม้ฟืนที่มีความชื้นและถ่านหินสำหรับเตาเผาในบ้าน เพื่อลดมลพิษ PM2.5 ในประเทศ

การห้ามขายถ่านหินและไม้ฟืนที่มีความชื้นเพื่อการเผาในครัวเรือนในประเทศอังกฤษมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2021 ภายใต้กฎหมายใหม่ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษทางอากาศในประเทศ

คุณภาพอากาศในประเทศอังกฤษดีขึ้นมากจากช่วงเวลาที่มีการประกาศพระราชบัญญัติสะอาด ค.ศ. 1956 (Clean Air Act 1956) แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มลพิษจากการเผาไม้ฟืนได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

จากข้อมูลของรัฐบาล มีบ้านเรือนเพียง 8% ในอังกฤษเท่านั้นที่ยังใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงทั้งเพื่อประกอบอาหารหรือให้ความอบอุ่นในบ้าน แต่กลับกลายเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษอนุภาคเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่ใหญ่ที่สุด โดยมีปริมาณถึง 38% ของปริมาณทั้งหมดซึ่งนั่นมากกว่า PM2.5 ที่มาจากการจราจรบนถนนสามเท่า

ตามที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า มลพิษ PM2.5 นี้เป็นมลพิษทางอากาศที่ทำอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์ที่สุด เพราะสามารถเข้าสู่กระแสเลือด ผ่านการหายใจเข้าสู่ปอดและอวัยวะภายในอื่นๆ ได้ด้วยขนาดที่เล็กมาก

รัฐบาลไม่ได้แบนการใช้เตาผิงและการเผาแบบเปิด แต่ระบุว่าประชาชนจะต้องซื้อไม้ฟืนแห้งหรือเชื้อเพลิงก้อนที่ก่อให้เกิดควันน้อย ซึ่งเชื้อเพลิงทั้งสองตัวเลือกนั้นหาซื้อง่ายและมีการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพกว่า จึงก่อมลพิษน้อยและมีความคุ้มค่ามากกว่า

กฎหมายใหม่เพื่อควบคุมการขายเชื้อเพลิงสำหรับใช้ในบ้าน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนี้

  • การขายถ่านหินที่ใช้บ้านในแบบถุงและไม้ที่มีความชื้นในปริมาณน้อย (ขนาดเล็กกว่า 2 ลบ.ม.) เป็นเรื่องผิดกฎหมาย
  • ไม้ทีมีความชื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 2 ลบ.ม. ต้องขายพร้อมคู่มือการทำให้แห้งก่อนเผา
  • ผู้ผลิตเชื้อเพลิงแบบก้อนต้องแสดงข้อมูลว่ามีส่วนประกอบที่เป็นกำมะถันในปริมาณต่ำละปล่อยควันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ข้อเสนอกฎหมายที่คล้ายกันเพื่อลดการเผาไม้และถ่านหินในบ้านกำลังได้รับการพิจารณาในเวลส์และสกอตแลนด์ด้วย

การห้ามขายเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ อยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
- SDG 3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ในประเด็น ลดการตายและป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากการปนเปื้อนและมลพิษต่างๆ (3.9)
- SDG 7 พลังงานสะอาด ในประเด็น เพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนในการใช้พลังงานของโลก (7.2)
- SDG 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน ในประเด็น การจัดการมลพิษทางอากาศและของเสีย (11.6)

ที่มา : BBC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *