การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีความเชื่อมโยงกับการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

บทบาทของระบอบการปกครองของแต่ละประเทศมีความเชื่อมโยงกับความก้าวหน้าของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยที่สร้างแรงจูงใจที่มาจากการแข่งขันทางการเมืองให้รัฐบาลลงทุนเพื่อให้ประชาชนวงกว้างเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้

บทความวิจัย Democracies Linked To Greater Universal Health Coverage Compared With Autocracies, Even In An Economic Recession ประเมินความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพของประชาธิปไตย (democracy quality) ที่มีต่อ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ และการจัดสรรเงินทุนด้านสุขภาพแก่ประชาชน ผ่านข้อมูลและดัชนีโดยสังเกต (observational) ของทั้งภาครัฐและเอกชนจาก 170 ประเทศ ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1990 – 2019 โดยในจำนวนประเทศทั้งหมดในการศึกษานี้มี 73 ประเทศจัดเป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย และที่เหลือ 97 ประเทศ มีการปกครองในรูปแบบเผด็จการ พบว่า การใช้จ่ายของรัฐบาลด้านสุขภาพต่อหัวประชากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จาก 326 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 601 ดอลลาร์สหรัฐ ในประเทศประชาธิปไตย ตรงกันข้ามกับการใช้จ่ายของรัฐบาลด้านสุขภาพต่อหัวประชากรในประเทศเผด็จการ ที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จาก 77 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 192 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

ผลการศึกษา ระบุว่า คุณภาพของประชาธิปไตยมีส่วนทำให้เกิดความก้าวหน้าของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยมีความสัมพันธ์เชิงบวกที่สำคัญสำหรับการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีประสิทธิภาพและการใช้จ่ายของรัฐบาลด้านสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศรายได้ต่ำ นอกจากนั้น ผลการประเมินยังแสดงให้เห็นว่า แม้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งเป็นเวลาที่การเข้าถึงบริการสุขภาพที่จ่ายได้และมีประสิทธิภาพมีความสำคัญที่สุดสำหรับประชาชน ประเทศประชาธิปไตยมีแนวโน้มมากกว่าประเทศเผด็จการที่จะยังคงให้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นและมีคุณภาพสูงได้เมื่อต้องการโดยไม่ต้องแลกมากับความยากลำบากทางการเงินในอนาคต แต่ผู้นำประเทศที่มีการปกครองต่างกันนั้นย่อมมีตัวเลือกทางการเมืองในการส่งเสริมความก้าวหน้าของหลักประกันสุขภาพที่ต่างกัน กล่าวคือ ในประเทศประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ มีเสรีภาพ และยุติธรรม จะมีแรงจูงใจมากกว่าระบอบเผด็จการในการจัดหาทรัพยากรและบริการส่งเสริมสุขภาพประชากร และยังเปิดกว้างรับข้อเสนอแนะจากกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์มากกว่าจึงมีการลงทุนพัฒนาให้ระบบมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้น

ผู้วิจัยเสนอว่า สถาบันระดับโลกและผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาอาจจำเป็นต้องปรับข้อเสนอแนะด้านนโยบายและการดำเนินงานของตนเพื่อก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในประเทศที่ผู้นำทางการเมืองขาดแรงจูงใจในการแข่งขันทางการเมืองมากพอที่จะลงทุนให้เกิดระบบดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสูงแก่ประชากร

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี 
- (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้
#SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง
- (16.6) พัฒนาสถาบันทุกระดับให้มีประสิทธิผล มีความรับผิดชอบ และโปร่งใส
- (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

ที่มา : Democracies more likely than autocracies to maintain universal health coverage (News Medical)

Last Updated on สิงหาคม 25, 2021

Author

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

งานวิจัยพบว่า เด็กวัยเรียนในสหราชอาณาจักรที่บริโภคผักและผลไม้มากกว่า มีสุขภาวะทางจิตที่ดีกว่า

การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนกว่า อุดมไปด้วยผักผลไม้ และการรับประทานอาหารเช้าและอาหารกลางวันที่ดีต่อสุขภาพของเด็กวัยเรียน สัมพันธ์กั…

ฝุ่น PM2.5 คุกคามสุขภาพประชาชนอย่างหนัก ผลตัวชี้วัดแผนวาระฝุ่นแห่งชาติ พุ่งสูงขึ้นในปี 2566

เช้าวันนี้ PM 2.5 กระจายโซนแดง-ส้มพุ่งทั่วกรุงเทพหมานคร แม้ไม่ใช่ปัญหาใหม่แต่กลับรุนแรงขึ้นทุกปี จากการคำนวณของ Rocket Media Lab โดยอ้างอิงข้อมูลสถิต…

“hope away from home” แม้อยู่ไกลบ้าน แต่ยังมีหวัง – ชวนติดตามกิจกรรมและชมภาพยนตร์ใน ‘วันผู้ลี้ภัยโลก’

ทุก ๆ วิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก สร้างความสูญเสียให้ผู้คนหลายร้อยล้านคน วันที่ 20 มิถุนายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันผู้ลี้ภัยโลก” หรือ World Refugee…

งานวิจัยในสหรัฐฯ เผยระบบเศรษฐกิจแบบ ‘กิ๊ก’ ผู้ชายทำเงินได้มากกว่าผู้หญิงถึงร้อยละ 48 เกิดเป็นช่องว่างทางรายได้ที่ต่างกันเพราะเพศสภาพ

ปัจจุบัน ผู้คนต่างหันมาสนใจรูปแบบการทำงานที่มีความอิสระ ยืดหยุ่น และจัดการเวลาเองได้มากขึ้น ด้วยสถานการณ์ของการแพร่ระบาดโควิด – 19 หลายคนค้นพบว่า การ…

ค้นหา