มหันตภัยร้ายที่คุกคามสุขภาพ ‘เชื้อดื้อยา’ อาจทำให้ผู้คนมากกว่า 10 ล้านคน เสียชีวิตได้ภายในปี 2593

การดื้อยาต้านจุลชีพ ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสุขภาพของทั้งคน สัตว์ และพืช รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเศรษฐกิจ 

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme :UNEP) เผยแพร่รายงาน “Bracing for Superbugs: Strengthening environmental action in the One Health response to antimicrobial resistance”  ที่เมืองบริดจ์ทาวน์ ประเทศบาร์เบโดส ระบุว่า ผู้คนมากกว่า 10 ล้านคน อาจเสียชีวิตได้ภายในปี 2593 เนื่องจาก “การดื้อยาต้านจุลชีพ” (antimicrobial resistance : AMR) เเละได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลดการปนเปื้อนที่เกิดจากยาหรือเภสัชภัณฑ์ ภาคเกษตร และภาคบริการด้านสุขภาพ พร้อมสะท้อนว่าสิ่งแวดล้อม มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา การแพร่และการกระจายของ ‘Superbug’ หรือเชื้อดื้อยา เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาย่อมส่งผลต่อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และปรสิต อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ

รายงานฉบับนี้ มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและอธิบายถึงความแตกต่างและความเชื่อมโยงของมิติด้านสิ่งแวดล้อมกับการดื้อยาต้านจุลชีพ โดยนำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ พร้อมแสดงให้เห็นว่ามิติด้านสิ่งแวดล้อมกับการดื้อยาต้านจุลชีพนั้นมีหลากหลายแง่มุม การตอบสนองจึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบร่วมกัน เช่น หลักสุขภาพหนึ่งเดียว (one health) ในการสร้างความตระหนักว่าสุขภาพคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดและต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน 

จากเนื้อหารายงานสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ อาทิ

  • รายงานวิเคราะห์ว่าสามส่วนสำคัญของภาคเศรษฐกิจ (economic sectors) ได้แก่ ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ และห่วงโซ่คุณค่า (value chain) เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการพัฒนา การแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในสิ่งแวดล้อม เช่น ยาหรือเคมีภัณฑ์อื่น ๆ เกษตรกรรม ด้านอาหาร และการให้บริการด้านสุขภาพ (healthcare) รวมถึงเรื่องการปนเปื้อนจากการสุขาภิบาลที่ไม่ดี และระบบการจัดการน้ำเสียและน้ำทิ้งในชุมชน
  • รายงานยังได้สังเคราะห์ช่องว่างของความรู้ในปัจจุบัน และแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ การดำเนินการหลายอย่างกำลังดำเนินอยู่ แต่ยังจำเป็นต้องอาศัยความพยายามที่มากขึ้นในการจัดการกับการดื้อยาต้านจุลชีพ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อป้องกันและตอบสนองต่อการดื้อยาต้านจุลชีพ
  • การตอบสนองแบบหลักสุขภาพหนึ่งเดียว  ต่อการระบาดของเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงและภาระของการดื้อยาต้านจุลชีพภายในสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโลกที่มาแบบซ้อนสาม (triple planetary crisis) หรือ วิกฤติหลักสามประการที่เชื่อมโยงกันซึ่งมนุษย์โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ อันได้แก่ 1) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) มลพิษ และ 3) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ได้อีกด้วยเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมจะส่งผลให้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพนั้นย้ำแย่ลง

อ้างอิงจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ที่ผ่านมา นับว่าปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของปัญหาภัยคุกคามด้านสุขภาพของทั่วโลก ซึ่งในปี 2562 มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 1.27 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมีสาเหตุโดยตรงมาจากการติดเชื้อดื้อยา และเกือบห้าล้านคนเสียชีวิตจากแบคทีเรียดื้อยา คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตโดยตรงเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2593 ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั่วโลกในปี 2563 เช่นนั้นแล้ว ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ จำเป็นต้องอาศัยการติดตามอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปและให้แก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพได้อย่างเป็นระบบ

● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
ประเทศยากจนยังขาดการเข้าถึงยาปฏิชีวนะที่จำเป็น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อดื้อยา 
Merck ให้สิทธิบริษัทยา 27 แห่งผลิตยาต้านโควิด-19 ‘โมลนูพิราเวียร์’ เพื่อขายราคาถูกให้ประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง
แม่น้ำกว่า 200 สายทั่วโลกปนเปื้อนผลิตภัณฑ์ยา หลายสายมีระดับเป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
อินเดียกับการให้มีน้ำสะอาดใช้ในครัวเรือนชนบทภายในปี 2567 ต้องเร่งแก้ปัญหาน้ำปนเปื้อนสารหนู ที่กระทบต่อสุขภาพของประชากรหลักล้าน 

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
– (3.8) บรรลุการมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจำเป็นที่มีคุณภาพ และเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้
– (3.9) ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573
– (3.b) สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาวัคซีนและยาสำหรับโรคติดต่อและไม่ติดต่อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศกำลังพัฒนา ให้มีการเข้าถึงยาและวัคซีนจำเป็นในราคาที่สามารถซื้อหาได้ ตามปฏิญญาโดฮาความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าและการสาธารณสุข ซึ่งเน้นย้ำสิทธิสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่จะใช้บทบัญญัติในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าอย่างเต็มที่ในเรื่องการผ่อนปรนเพื่อจะปกป้องสุขภาพสาธารณะและโดยเฉพาะการเข้าถึงยาโดยถ้วนหน้า
– (3.d) เสริมขีดความสามารถสำหรับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ในเรื่องการแจ้งเตือนล่วงหน้า การลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับประเทศและระดับโลก
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.14) ยกระดับความสอดคล้องเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
– (17.17) สนับสนุนและส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม สร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน

แหล่งที่มา:
Bracing for Superbugs: Strengthening environmental action in the One Health response to antimicrobial resistance | UNEP 
Reduce pollution to combat ‘superbugs’ and other anti-microbial resistance | UN News 

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพของประเทศไทย

Author

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

ผู้เขียน

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    View all posts

RELATED

อ่านข่าวจากสหรัฐฯ กับประเด็นการเก็บข้อมูล วางแผนกลุ่มประชากรเพื่อรับวัคซีนโควิด-19 อย่างเท่าเทียมและเสมอภาคสำหรับทุกเชื้อชาติ

ถิรพร สิงห์ลอ

ประเด็นความไม่เสมอภาคด้านสุขภาพบนฐานของความแตกต่างทางเชื้อชาติและเพศ (racial and gender health disparities) อาจเป็นเรื่องที่คาดเดาได…

ปาย แม่ฮ่องสอน ติด 100 อันดับแรกของเมืองอากาศแย่ที่สุดในโลก และอีกเกือบครึ่งอยู่ในอินเดีย

ใน 100 อันดับแรกของเมืองที่มีระดับมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลกในปี 2020 มีถึง 94 เมืองอยู่ในประเทศอินเดีย จีน และปากีสถาน และอ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จ…

“หมอซินเธีย” อาสาสมัครไร้สัญชาติ รับรางวัล ‘Gwangju Prize for Human Rights’

อนาคตของชาวเมียนมา แสงแห่งความหวังในการมีระบบสุขภาพที่ดี ซินเธีย หม่อง แพทย์อาสาไร้สัญชาติ ผู้ก่อตั้ง ‘แม่ตาวคลินิก’ หรือ Mae Tao Clinic สถานพยาบาลขั…

ค้นหา