SDG Spotlight – 5 ข่าว SDGs น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม 2566

จากการสำรวจข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการขับเคลื่อน SDGs ระหว่างวันที่  7  – 14 กรกฎาคม 2566 มีข่าวสารความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ดังนี้

ภาคประชาสังคม ร่วมกับ สปสช. ตั้งหน่วยงานรับร้องเรียนปัญหาของหน่วยบริการตามสิทธิ

วันที่ 9 กรกฎาคม 2566  เครือข่ายภาคประชาชน ‘กลุ่มทำทาง’ ได้รวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงท้องไม่พร้อมให้เข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย จัดตั้งหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน ตามมาตรา 50(5) “การถูกเลือกปฏิบัติจากการเข้ารับบริการอนามัยเจริญพันธุ์ตามสิทธิบัตรทอง” ตามกลไก พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยจัดตั้งให้มีทีมงานภาคประชาชน สำหรับรับเรื่องร้องเรียนเวลาเกิดปัญหาจากการรับบริการหรือรักษาพยาบาลที่หน่วยบริการในระบบบัตรทอง เช่น ผู้หญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์จากโรงพยาบาลตามสิทธิ แต่ถูกแพทย์ปฏิเสธ ไม่ส่งต่อไปยังสถานบริการที่มีความพร้อม หรือได้รับการบริการที่ไม่เป็นมิตร สามารถแจ้งปัญหาและปรึกษากับเจ้าหน้าที่ เพื่อเสาะหาข้อเท็จจริง และช่วยเหลือจัดการข้อร้องเรียนดังกล่าวของผู้ร้อง เพื่อปรับระบบบริการป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำ

นอกจากนี้ ยังรวมถึงสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์อื่น ๆ เช่น การถูกเรียกค่าบริการฝากครรภ์ ฝังยาคุมกำเนิด บริการถุงยางอนามัย จากหน่วยบริการตามสิทธิ ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีร้องเรียนเข้ามาไม่มากนัก เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนหรือทำให้ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิรู้สึกอับอาย โดยหน่วยร้องเรียนเบื้องต้นจะเปิดให้บริการ 1 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG3 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 3.7 สร้างหลักประกันถ้วนหน้า ในการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธ์ รวมถึงการวางแผนครอบครัว และข้อมูลข่าวสารและความรู้และการบูรณาการอนามัยเจริญพันธุ์ไว้ในยุทธศาสตร์และแผนงานระดับชาติ ภายในปี 2573 SDG5 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 5.6 สร้างหลักประกันว่าจะมีการเข้าถึงสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์และสิทธิด้านการเจริญพันธุ์โดยถ้วนหน้า 

เข้าถึงได้ที่ : ตั้งศูนย์รับเรื่อง ‘ถูกเลือกปฏิบัติ’ – ปฏิเสธส่งต่อ ‘ทำแท้งปลอดภัย’ | The Active 

HSBC ประเทศไทย ออกนโยบายให้พนักงาน LGBTQIA+ ลาเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมได้

HSBC ประเทศไทย ออกนโยบายให้พนักงาน LGBTQIA+ ที่รับอุปการะบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายที่อายุไม่เกิน 7 ปี สามารถมีเวลาเพียงพอในการดูแลบุตรที่เป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวได้อย่างเท่าเทียม สามารถลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมได้สูงสุด 126 วัน หรือกว่า 4 เดือน โดยได้รับค่าจ้างตามปกติ เพื่อให้พนักงานทุกคนรวมถึงพนักงานหญิงที่คลอดบุตร พนักงานชายที่เป็นผู้ดูแลหลักในการเลี้ยงดูบุตรกรณีมารดามีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ เป็นการสนับสนุนความหลากหลายและยอมรับความแตกต่างของพนักงานทุกเพศ

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ปรับเพิ่มสวัสดิการให้กับพนักงานที่ไม่ใช่ผู้ดูแลหลัก สำหรับการเลี้ยงดูบุตรไม่ว่าจะเพศหญิง เพศชาย หรือเพศที่หลากหลาย ให้สามารถลาเพื่อช่วยดูแลบุตรหลังคลอดและบุตรบุญธรรมได้สูงสุด 30 วัน โดยยังได้รับค่าจ้างตามปกติอีกด้วย

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG5 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 5.4 ตระหนักและให้คุณค่าต่อการดูแลและการทำงานบ้านแบบไม่ได้รับค่าจ้าง โดยจัดให้มีบริการสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายการคุ้มครองทางสังคม SDG8 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 8.5 บรรลุการจ้างงานเต็มที่และมีผลิตภาพ และการมีงานที่มีคุณค่าสำหรับหญิงและชายทุกคนให้มีการจ่ายค่าจ้างที่เท่าเทียม SDG10 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 10.2 เสริมสร้างศักยภาพและส่งเสริมความครอบคลุมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสำหรับทุกคน โดยไม่คำนึงถึงอายุ เพศ หรือสถานะทางเศรษฐกิจ และ 10.3 สร้างหลักประกันถึงโอกาสที่เท่าเทียมและลดความไม่เสมอภาคของผลลัพธ์ รวมถึงโดยการขจัดกฎหมาย นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ 

เข้าถึงได้ที่ : HSBC ประเทศไทย ออกนโยบายให้พนักงาน LGBTQIA+ ลาเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมได้สูงสุด 126 วัน โดยได้รับค่าจ้างตามปกติเท่าเทียมกันทุกเพศ – thestandard

ศาลปกครองเชียงใหม่พิพากษา พล.อ.ประยุทธ์และ กก.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยต่อหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5

วันที่ 10 กรกฎาคม 2566 ศาลปกครองเชียงใหม่ได้พิพากษาทั้ง  2 จำเลย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ล่าช้าเกินสมควรในการป้องกัน บรรเทาและแก้ไขปัญหาควันหรือฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่ นางสาวทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 ว่าในการดำเนินการเพื่อการป้องกัน บรรเทาและแก้ไขปัญหาควันหรือฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ดำเนินการสั่งการไปแล้ว 30 กว่าครั้ง เพื่อให้เป็นไปตามภาระหน้าที่ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นวาระปัญหาร่วมกันของโลก นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาระดับชาติ รวมถึงเป็นประเด็นมลพิษข้ามพรมแดน ที่ต้องอาศัยกลไกและมาตรการการจัดการมลพิษทั้งระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งต่อไปจะเร่งกำชับให้มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG3 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 3.9 ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573 และ SDG16 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 16.7  สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

เข้าถึงได้ที่ : ศาลปกครองเชียงใหม่พิพากษาประยุทธ์และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฐานละเลยต่อหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เชียงใหม่ โดยประชาชน – Environman

การประชุมแสดงความพยายามการจัดการกับ ‘มลพิษจากพลาสติก’ ในเขตพื้นที่ภูเขา

ประเทศออสเตรียและจอร์เจียจัดการสัมมนา การขจัดการทิ้งพลาสติกในพื้นที่ภูเขา ร่วมกับนอร์เวย์และรวันดา และ High Ambition Coalition to End Plastic Pollution (HAC) เปิดโอกาสร่วมอภิปรายว่าทำไมมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากพลาสติกในพื้นที่ภูเขาจึงมีความสำคัญต่อการจัดการ ซึ่งการประชุมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมได้อภิปรายว่า จากผลที่ตามมาของจำนวนประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจ การบริโภคที่มากเกินไป และการท่องเที่ยว ทำให้เกิดขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้นตามพื้นที่ภูเขา ซึ่งเป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำจืด ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุกคามพื้นที่ปลายน้ำ เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้ต้องเผชิญความท้าทาย ได้แก่ ความห่างไกล ขาดการประหยัดจากขนาด (economy of scale) ในการลดต้นทุนการผลิต ทรัพยากรทางการเงินและบุคคลที่มีอย่างจำกัด รวมถึงต้นทุนการขนส่งที่สูงและขาดโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

อย่างไรก็ดี เพื่อขจัดปัญหาพลาสติกในพื้นที่ภูเขา ต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญอื่น ๆ  เช่น บทบาทของนโยบายระดับชาติและแผนปฏิบัติการกำจัดขยะพลาสติกในพื้นที่ภูเขา ความจำเป็นในการรายงาน การตรวจสอบ และกลไกการปฏิบัติตาม รวมถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยงกันระหว่างสนธิสัญญาพลาสติกและกรอบอนุสัญญาบาเซลฯ รอตเตอรดัมฯ และ สตอกโฮลมฯ (BRS conventions)  โดยหลีกเลี่ยงการกระทำที่ซ้ำซ้อนและส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงาน

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG12 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 12.4 บรรลุเรื่องการจัดการสารเคมีและของเสียทุกชนิดตลอดวงจรชีวิตของสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตกลงกันแล้ว และลดการปลดปล่อยสิ่งเหล่านั้นออกสู่อากาศ น้ำ และดิน  12.6 สนับสนุนให้บริษัท โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ รับแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนไปใช้ และผนวกข้อมูลด้านความยั่งยืนลงในวงจรการรายงานของบริษัทเหล่านั้น SDG15 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและแหล่งน้ำจืดในแผ่นดิน รวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและพื้นที่แห้งแล้ง เเละ 15.3 ต่อสู้การแปรสภาพเป็นทะเลทราย ฟื้นฟูแผ่นดินที่เสื่อมโทรม และพยายามที่จะบรรลุถึงความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดินภายในปี 2573

เข้าถึงได้ที่ : Webinar Outlines Efforts to Address Plastic Pollution in Mountain Regions | News | SDG Knowledge Hub | IISD

รายงาน UN พบผู้คนกว่า 783 ล้านคนทั่วโลก ต้องเผชิญกับความหิวโหย

ผู้คนจำนวนกว่า 783 ล้านคนทั่วโลก ต้องเผชิญกับความหิวโหย ในปี 2565 เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผลกระทบจากสภาพอากาศ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 122 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 2562 โดยรายงานระบุว่าความหิวโหยเพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันตก แคริบเบียน และทั่วทั้งแอฟริกา ถึงหนึ่งในห้าคน ซึ่งมากกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก ที่ต้องเผชิญกับความหิวโหย มีเพียงเอเชียและละตินอเมริกาเท่านั้นที่มีความก้าวหน้าในการปรับปรุงความมั่นคงด้านอาหาร นอกจากนี้ ความสามารถของผู้คนในการเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพก็ลดลงเช่นกันทั่วโลก โดยผู้คนมากกว่า 3.1 พันล้านคนทั่วโลกไม่สามารถซื้ออาหารเพื่อสุขภาพได้ในปี 2564 ขณะที่ ภาวะโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 148 ล้านคน พบว่า มีภาวะแคระแกร็น และ 45 ล้านคน มีน้ำหนักตัวน้อย และ 37 ล้านคนมีน้ำหนักเกิน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า ภาวะโภชนาการที่ไม่ดี (poor nutrition) ที่เกิดขึ้น

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG2 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 2.1 ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคนโดยเฉพาะคนที่ยากจนและอยู่ในภาวะเปราะบาง อันรวมถึงทารก ได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีอาหารตามหลักโภชนาการ 2.2 ยุติภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ ภายในปี 2573 และ SDG3 โดยเฉพาะเป้าหมายย่อยที่ 3.d เสริมขีดความสามารถสำหรับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ในเรื่องการแจ้งเตือนล่วงหน้า การลดความเสี่ยง และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระดับประเทศและระดับโลก

เข้าถึงได้ที่ : Hunger afflicts one in ten globally, UN report finds – un  news

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพของประเทศไทย

Last Updated on กรกฎาคม 17, 2023

Author

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

ผู้เขียน

  • Praewpan Sirilurt

    Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    View all posts

RELATED

IKEA ซื้อที่ดินกว่า 8,000 ไร่ในรัฐฟลอริดาที่เสียหายจากพายุเฮอร์ริเคนไมเคิลเมื่อปี 2018 เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่ป่า

Ingka Group ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ของบริษัท IKEA สัญชาติสวีเดน ได้ซื้อที่ดินสองแปลงครอบคลุมพื้นที่ 3,264 เอเคอร์ (ประมาณ 8,255 ไร่) ในรั…

10 พอดแคสต์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่อง ‘ความยั่งยืน’ มากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ผู้คนให้ความสนใจกับประเด็นท้าทายระดับโลกเพิ่มขึ้น เช่น การเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน การดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้คนจำนวนม…

สภาสหรัฐฯ ออกกฎหมายบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ติดตั้งเทคโนโลยีป้องกันเมาแล้วขับในรถ ภายในปี 2026

สภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาออกข้อกฎหมายใหม่บังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์คันใหม่ที่จะวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ต้องพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับตรว…

การศึกษากว่า 20 ปี ชี้ ‘หลักประกันสุขภาพ’ ที่เพียงพอในเคนยา สัมพันธ์กับการรอดชีวิตของเด็กเกิดใหม่

อัตราการรอดชีวิตของเด็กทั่วโลกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การตายของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลดลง 59% จากเดิมที่มีการตาย 93 และ 38 ต่อการเกิดรอดมีชีวิต 1,000 คนใ…

ค้นหา