ร้อยละ 32.9 ของผู้ตอบเเบบสำรวจ เลือก “คนและสังคม” เป็นนโยบายยั่งยืนที่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันในรัฐบาลหน้า
ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา SDG Move ได้จัดทำแบบสำรวจเรื่อง “ความต้องการของประชาชนต่อนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน เลือกตั้ง 69” ระหว่างวันที่ 9 – 22 มกราคม 2569 โดยเปิดให้ประชาชนจากทั่วประเทศร่วมตอบแบบสำรวจในรูปแบบสาธารณะ ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นและการรับรู้จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 207 คน มาสังเคราะห์และประมวลผล
ผลการสำรวจถูกจัดหมวดหมู่เป็น 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนต้องการผลักดันหรือเร่งขับเคลื่อน ประเด็นด้านสังคม ด้านการเมือง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ และข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งสะท้อนความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นพรรคการเมืองนำประเด็นเหล่านี้ไปขับเคลื่อนเป็นนโยบาย โดยเชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย
SDG Policy Survey ฉบับนี้ จึงได้นำผลการสำรวจดังกล่าวมานำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมของประเด็นนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนให้ความสำคัญสำหรับการเลือกตั้งปี 2569
01 – เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ประชาชนต้องการ ‘ผลักดัน’ หรือ ‘เร่งขับเคลื่อน’ มากที่สุด

ผลการสำรวจสะท้อนว่าผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญกับประเด็นด้าน “คนและสังคม” มากที่สุด โดยจัดให้เป็นมิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ควรได้รับการผลักดันหรือเร่งขับเคลื่อนเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 68 คน เห็นว่าพรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับประเด็นความยากจน ความหิวโหยและโภชนาการ สุขภาพ การศึกษา และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32.9 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
รองลงมา คือ ด้านเศรษฐกิจ ครอบคลุมประเด็นพลังงาน เศรษฐกิจ แรงงาน อุตสาหกรรม บริการ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการพัฒนาเมืองและชุมชน โดยมีผู้เลือกมิตินี้จำนวน 65 คน หรือร้อยละ 31.4
ขณะที่ ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยประเด็นทรัพยากรน้ำ ของเสียและมลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทะเล และป่าไม้ มีผู้เลือกจำนวน 42 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 20.3
ส่วน ด้านสันติภาพและความสงบสุข เช่น อาชญากรรม การบังคับใช้กฎหมาย กองทัพ ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล และสิทธิมนุษยชน มีผู้เลือกจำนวน 23 คน หรือร้อยละ 11.1
ท้ายที่สุดคือ ด้านความร่วมมือ ซึ่งครอบคลุมประเด็นความร่วมมือข้ามภาคส่วน ความร่วมมือระหว่างประเทศ การเงินเพื่อการพัฒนา และกลไกนโยบายการพัฒนา มีผู้ตอบแบบสำรวจเลือกมิตินี้เพียง 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 สะท้อนว่า ประชาชนมองว่านโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนและสังคมเป็นอันดับแรก
02 – นโยบาย ‘ด้านสังคม’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านสังคม โดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา มากที่สุด มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 133 คน คิดเป็นร้อยละ 64.3 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
รองลงมา คือ การลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 37 คน หรือร้อยละ 17.9 ขณะที่ การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 20 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 9.7
ส่วน ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 และท้ายที่สุดคือ การรับมือและการจัดการกับโรคติดต่อ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 8 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.9 สะท้อนว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับการสร้างความเท่าเทียมด้านโอกาส โดยเฉพาะการเข้าถึงการศึกษา ถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน
ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านสังคมเเละผู้คน ที่น่าสนใจ 13 นโยาย ได้เเก่ 1) แก้ความเหลื่อมล้ำและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ 2) โครงข่ายสวัสดิการลดความเสี่ยงของแรงงานจากผลกระทบโลกรวน 3) ส่งเสริมเด็กทุกคนให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ 4) แก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก 5) ส่งเสริมกฎหมายที่เป็นธรรม/ไม่เลือกปฏิบัติ 6) ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมีความปลอดภัย 7) ใช้เทคโนโลยีสร้างความโปร่งใสงบประมาณภาครัฐ 8) อินเทอร์เน็ตฟรีสำหรับเด็กยากจน 9) ดูแลผู้สูงอายุให้ตายดี 10) ลดอุบัติเหตุและการตายบนท้องถนน 11) ยกระดับสวัสดิการแม่และเด็ก 12) เคารพสิทธิชาติพันธุ์ และ 13) สิทธิรักษาพยาบาลที่เข้าถึงง่ายและจ่ายได้
03 – นโยบาย ‘ด้านสิ่งเเวดล้อม’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการรับมือและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มากที่สุด มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 71 คน คิดเป็นร้อยละ 34.3 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
รองลงมา คือ การจัดการสารเคมีและของเสียที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 47 คน หรือร้อยละ 22.7 ขณะที่ การสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมแก่ภาคเกษตร มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 36 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 17.4
ส่วน ประเด็นการลดผลกระทบจากภัยพิบัติ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 13.5 ถัดมาคือ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 13 คน หรือร้อยละ 6.3 และท้ายที่สุดคือ การอนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่งและทะเล มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 12 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 5.8
สะท้อนว่า ประชาชนมองว่าการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุด และควรถูกยกระดับเป็นนโยบายหลักในการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีความเชื่อมโยงกับภัยพิบัติในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะน้ำท่วมรุนเเรงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ผลกระทบจากการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศจึงได้รับความสนใจเเละคาดหวังที่จะเห็นรูปธรรมของการตั้งรับปรับตัวมากขึ้น
ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านสิ่งเเวดล้อม ที่น่าสนใจ 10 นโยาย ได้เเก่ 1) กฎหมายจัดการและรับมือโลกรวน 2) ฟื้นคืนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ 3) มาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ลดการปล่อยคาร์บอน 4) เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด 5) จัดสรรที่พักแก่ชุมชนชายฝั่งที่เผชิญน้ำทะเลเพิ่มสูง 6) ทำให้เกิดเมืองยืดหยุ่นและสามารถรับมือภัยพิบัติ 7) เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ด้านการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน 8) รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการระบบนิเวศ 9) แก้ฝุ่น PM2.5 และ 10) จัดการขยะพลาสติกในทะเลให้เป็นศูนย์
04 – นโยบาย ‘ด้านเศรษฐกิจ’ ที่ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเสนอเพื่อผลักดันมากที่สุด

ผลการสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการให้พรรคการเมืองเสนอและผลักดัน นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับ นโยบายการควบคุมค่าครองชีพให้สอดคล้องกับรายได้ มากที่สุด ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ จำนวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 41.5 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
รองลงมา คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 79 คน หรือร้อยละ 38.2 ขณะที่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเศรษฐกิจ มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 26 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 12.6
ส่วน ประเด็นการจ้างงานที่เป็นธรรม มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 4.3 และท้ายที่สุดคือ ความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 7 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.4สะท้อนว่า ประชาชนมองว่าปัญหาปากท้อง โดยเฉพาะค่าครองชีพ เป็นโจทย์เร่งด่วนที่นโยบายเศรษฐกิจจำเป็นต้องตอบสนอง ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ด้านข้อเสนอเเนะเชิงนโยบาย จากการสังเคราะห์ข้อมูล พบว่าผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่น่าสนใจ 12 นโยาย ได้เเก่ 1) ส่งเสริมการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและปลอดภัย 2) ใช้เทคโนโลยียกระดับการเกษตร 3) ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวที่กินได้ 4) รัฐส่งเสริมการสร้างรายได้ 5) แก้หนี้เกษตรและผลักดัน Young Smart Farmers 6) ควบคุมเจ้าของธุรกิจให้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 7) จัดตั้งกองทุน Up-Skill/Re-Skill ถ้วนหน้า 8) ประกันราคาสินค้าเกษตร 9) ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานรวดเร็วและปลอดภัย 10) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ 11) ยกระดับราคาผลผลิตภาคเกษตร และ 12) สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
05 – บทสรุปส่งท้าย
เเม้ผลการสำรวจจะไม่สามารถชี้ชัดความต้องการนโยบายพัฒนาที่ยั่งยืนของประชาชนทั้งประเทศได้ทั้งหมด เเต่กลุ่มตัวอย่างที่ร่วมตอบเเบบสำรวจได้สะท้อนข้อค้นพบสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ เช่น ผู้ตอบเเบบสำรวจส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่า “สังคมเเละเศรษฐกิจ” หรือ ปากท้องเเละความเป็นอยู่ที่ดีนั้นยังคงเป็นสองเรื่องหลักที่คาดหวังจะได้รับการจัดการเเละยกระดับให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังพบว่านโยบายที่ผู้ตอบเเบบสำรวจเสนอโดยส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศเเละภัยพิบัติ ดังเห็นได้ว่ามิติสังคมมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้สร้างโครงข่ายรองรับการลดความเสี่ยงเเก่เเรงงานต่อผลกระทบจากโลกรวน เเละนโยบายที่ส่งเสริมการตั้งถิ่นฐานที่ปลอดภัย ขณะที่มิติสิ่งเเวดล้อม มีข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งต่อการปรับเเก้กฎหมายเเละกระบวนการในการจัดการกับการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการบรรเทาผู้เปราะบางที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล ส่วนมิติเศรษฐกิจ มีข้อเสนอนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวที่กินได้เเละการควบคุมกลุ่มธุรกิจให้รับผิดชอบต่อสิ่งเเวดล้อม ซึ่งเป็นการลดทอนปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศตั้งเเต่ต้นน้ำอีกด้วย
ในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลใหม่ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง จึงอาจจำเป็นต้องมองภาพกว้างเเละเชื่อมโยงความสัมพันธ์เเละผลกระทบของเเต่ละมิติให้มากขึ้น เพราะในยุคสมัยปัจจุบัน สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านเเละมีความซับซ้อนซ้อนทับกันในเชิงประเด็น การดำเนินนโยบายเชิงเดี่ยวจึงอาจไม่เพียงพอเเก่การตั้งรับปรับตัวอีกต่อไป
บทความฉบับนี้นำเสนอผลที่ได้จากความเห็นของผู้ตอบแบบสำรวจเท่านั้น
แบบสำรวจเรื่อง “ความต้องการของประชาชนต่อนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน เลือกตั้ง 69” ระหว่างวันที่ 9 – 22 มกราคม 2569 โดยเปิดให้ประชาชนร่วมตอบแบบสำรวจในรูปแบบสาธารณะ ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นและการรับรู้จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 207 คน มาสังเคราะห์และประมวลผล โดยมีข้อมูลพื้นฐานดังนี้
เพศของผู้ตอบแบบสำรวจ
| เพศ | ร้อยละ | จำนวน |
| ชาย (Male) | 30% | 62 |
| หญิง (Female) | 63.3% | 131 |
| Non-binary / ความหลากหลายทางเพศอื่น ๆ (Other Gender Identities/Orientations) | 5.3% | 11 |
| ไม่ประสงค์จะตอบ (Prefer not to say) | 1.4% | 3 |
ช่วงอายุของผู้ตอบแบบสำรวจ
| ช่วงอายุ | ร้อยละ | จำนวน |
| น้อยกว่า 20 ปี | 37.7% | 78 |
| 21 – 30 ปี | 33.8% | 70 |
| 31 – 40 ปี | 17.9% | 37 |
| 41 – 50 ปี | 5.8% | 12 |
| 51 – 60 ปี | 3.4% | 7 |
| มากกว่า 60 ปี | 1.4% | 3 |
ภาคที่ผู้ตอบแบบสำรวจอาศัยอยู่
| ภาค | ร้อยละ | จำนวน |
| กรุงเทพมหานคร | 36.2% | 75 |
| ภาคเหนือ | 6.8% | 14 |
| ภาคกลาง | 24.2% | 50 |
| ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ | 7.2% | 15 |
| ภาคตะวันออก | 3.9% | 8 |
| ภาคตะวันตก | 2.4% | 5 |
| ภาคใต้ | 19.3% | 40 |
แพรวพรรณ ศิริเลิศ และ อติรุจ ดือเระ – เรื่อง
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ








