SDG Updates | บทสรุป SDG Index 2026 – พบ 67% ของเป้าหมายระดับโลกคืบหน้าอย่างจำกัด ส่วนไทยสถานะสีเเดงลดเหลือ 4 เป้าหมาย 


เผยแพร่อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ “รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Report) และ SDG Index ประจำปี ค.ศ. 2026”  จัดทำโดย Sustainable Development Solutions Network (SDSN) หรือเครือข่ายนักวิชาการทำงานเพื่อสนับสนุนการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ทำงานใกล้ชิดกับองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นฉบับที่ 11 หลังจากเริ่มจัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2558 โดยถือได้ว่าเป็นการรายงานผลที่ให้ข้อมูลสถานการณ์ SDGs ที่เป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่องที่สุด และเป็นการจัดอันดับผลการดำเนินงานด้าน SDGs ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล 

สำหรับปีนี้ รายงานข้างต้นเผยแพร่ในธีม “Implementing Sustainable Development: 2030 and Beyond” หรือ “จากแผนสู่การปฏิบัติ: การขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่ปี 2030 และทิศทางในอนาคต”  โดยมีเนื้อหาครอบคลุมข้อค้นพบเกี่ยวกับความก้าวหน้าและความถดถอยของการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาค นอกจากนี้ ยังนำเสนอการสังเคราะห์ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากคณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการดำเนินงานตามเป้าหมาย SDGs อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ควบคู่กับการฟื้นฟูความร่วมมือระดับโลก ท่ามกลางช่วงเวลาที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี ค.ศ. 2030 และเริ่มวางรากฐานสำหรับกรอบการพัฒนาหลัง ค.ศ. 2030

SDG Updates ฉบับนี้ จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมสถานการณ์ SDGs ระดับโลก ระดับอาเซียน และไฮไลต์สำคัญของประเทศไทย พร้อมเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจกับผลการประเมินในปีก่อนหน้า


00 – ข้อควรทราบก่อนอ่านรายงาน  

  • Sustainable Development Report และ SDG Index ไม่ใช่รายงานที่จัดทำและประเมินโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) แต่จัดทำโดย Sustainable Development Solutions Network (SDSN) 
  • รายงานฉบับนี้ไม่ได้ใช้ข้อมูลตามตัวชี้วัด SDGs ที่ UN ประกาศทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดของข้อมูลทำให้แต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ข้อมูลหลายตัวชี้วัดไม่สามารถจัดเก็บและประมวลผลด้วยความถี่ต่อเนื่องทุกปี ทำให้บางตัวชี้วัดใช้ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาทดแทน เช่น ธนาคารโลก (World Bank) OECD และองค์การอนามัยโลก (WHO)  นอกจากนี้อาจมีการใช้แหล่งข้อมูลอื่นที่น่าเชื่อถือ เช่น การสำรวจระดับครัวเรือน (เช่น Gallup World Poll) ข้อมูลจากองค์กรภาคประชาสังคมและเครือข่าย (เช่น Oxfam, Tax Justice Network, World Justice Project, Reporters without Borders) มาร่วมในการประมวลผลด้วย [ทำความเข้าใจ Methodology ในการประเมิน SDG Index เพิ่มเติมได้ที่นี่]
  • รายงานปีนี้ ใช้ข้อมูลตัวชี้วัดระดับโลกทั้งหมด 123 ตัวชี้วัด แบ่งเป็นตัวชี้วัดสากล จำนวน 101 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดเพิ่มเติม 22 ตัวชี้วัดที่ใช้สำหรับประเทศสมาชิก OECD โดยเฉพาะ โดย 2 ใน 3 ได้ข้อมูลมาจากองค์การระหว่างประเทศ เช่น  ธนาคารโลก องค์กรอนามัยโลก และอีก 1 ใน 3 มาจากข้อมูลของศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัย และองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีความน่าเชื่อถือสูง
  • รายงานปีนี้มีการสำรวจใหม่สองรายการ ได้แก่ 1) การสำรวจผู้เชี่ยวชาญ SDSN เกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลสำหรับการขับเคลื่อน SDGs และ 2) การสำรวจความเห็นของสาธารณะในวงกว้าง ครอบคลุม 127 ประเทศเกี่ยวกับ “ความท้าทาย SDGs และวิธีการดำเนินงาน” 
  • การประเมินของรายงานฉบับนี้พยายามฉายให้เห็นสถานการณ์ภาพรวมและพยายามทำให้ข้อมูลอยู่ในสถานะที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เพื่อพิจารณาความก้าวหน้าถดถอยของทั่วโลก และรายพื้นที่ ข้อมูลหรือเกณฑ์ตัวชี้วัดที่ถูกออกแบบมานั้นจึงเป็นเกณฑ์ที่มุ่งสะท้อนสถานการณ์ภาพรวมทั่วโลก ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ผลการประเมินในบางประเด็นอาจมีความแตกต่างกับข้อมูลสถานการณ์ในบริบทของประเทศ การทำความเข้าใจผลการประเมินจึงควรพิจารณาลงไปในระดับตัวชี้วัดและข้อมูลที่ใช้ด้วย

01 – สถานการณ์ภาพรวม SDGs ในระดับโลก 

ภาพรวมการบรรลุ SDGs ระดับโลกในปีนี้ เมื่อพิจารณาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 ซึ่งเป็นปีแรกที่นานาประเทศรับรองและนำ SDGs ไปขับเคลื่อนปรับใช้ จนถึงขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 4 ปีจะถึงกำหนดการของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 พบว่าความก้าวหน้าของการบรรลุ SDGs ยังคงล่าช้ากว่ากำหนดอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่ามีเพียง 16% ของเป้าหมายเท่านั้นที่อยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุผลสำเร็จภายในกำหนดเวลา ขณะที่อีก 67% มีความคืบหน้าที่จำกัด เเละอีก 16% ถดถอยอย่างยากที่จะบรรลุ อย่างไรก็ดีประเทศสมาชิกสหประชาชาติส่วนใหญ่ยังคงยึดมั่นในกรอบการทำงานนี้ แต่มีประเทศจำนวนน้อยโดยเฉพาะ ‘สหรัฐอเมริกา’ ได้เปลี่ยนท่าทีไปสู่การคัดค้านแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและสถาบันพหุภาคีที่เป็นรากฐานอย่างชัดเจน

หากพิจารณารายเป้าหมาย พบว่ามี 5 เป้าหมายที่อยู่ในสถานะท้าทายมาก (สถานะสีแดง) ซึ่งกำลังออกนอกลู่ทางที่จะบรรลุได้อย่างน่ากังวล และแสดงให้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้นมีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีเลย เป้าหมายเหล่านี้ ได้แก่ SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน SDG14 ทรัพยากรทางทะเล SDG15 ระบบนิเวศบนบก และ SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง และมี 2 เป้าหมายที่อยู่ในสถานะท้าทายบางส่วน (สถานะสีเหลือง) ได้เเก่ SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม เเละ SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็น 2 เป้าหมายที่เปลี่ยนสถานะดีขึ้นจากสถานะท้าทายในปีก่อนหน้า

ส่วนอีก 10 เป้าหมายที่เหลือกระจุกอยู่ที่สถานะท้าทาย (สถานะสีส้ม) โดยในจำนวนดังกล่าวมี 2 เป้าหมายที่มีแนวโน้มค่อนข้างก้าวหน้า ได้แก่ SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ เเละ SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นทิศทางที่เหมือนกับปีที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ ยังพบว่าเป้าหมายย่อย (targets) ที่อยู่บนเส้นทางที่สามารถบรรลุได้ทั่วโลกมีเพียง 16.5% เท่านั้น ซึ่งลดลง 0.2% จากปีก่อนหน้า โดย 5 เป้าหมายย่อยที่สามารถจะบรรลุได้มากที่สุด ได้แก่ สัดส่วนของหญิงวัยเจริญพันธุ์ (SDG3)  จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ (SDG3) การเข้าถึงไฟฟ้า (SDG7)  การใช้โทรศัพท์มือถือ (SDG9) เเละการใช้และเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (SDG9) ในทางตรงกันข้ามประเทศส่วนใหญ่มีความถอดถอยหรือไม่ก้าวหน้าใน 5 เป้าหมายย่อย ดังนี้ อัตราโรคอ้วน (SDG2) การเกษตรที่มีผลิตภาพเเละยั่งยืน (SDG2) การดำเนินการทางปกครองอย่างทันเเละตรงต่อเวลา (SDG16)  ดัชนีเสรีภาพสื่อ (SDG16) เเละดัชนีการรับรู้การทุจริต (SDG16)


ภาพรวมสถานการณ์ SDGs ระดับโลก อย่างรวบรัดที่ปรากฏในจดหมายข่าว (press release) เเละบทสรุปผู้บริหาร (executive summary) พบว่ามีประเด็นที่สำคัญ 6 ประเด็น ได้แก่  

  1. ความมุ่งมั่นระดับโลกต่อ SDGs ยังคงแข็งแกร่ง ประเทศส่วนใหญ่ยังสนับสนุนมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยปี ค.ศ. 2025 ที่ผ่านมา 170 ประเทศจาก 193 ประเทศสมาชิกสนับสนุนมติเหล่านี้ มีเพียงอาร์เจนตินาและสหรัฐอเมริกาที่ลงคะแนนคัดค้านมติที่เกี่ยวข้องกับกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
  2. ความคืบหน้า SDGs ของเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้โดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ยังคงมีความคืบหน้าในการขับเคลื่อนบรรลุ SDGs ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ ค.ศ. 2015 โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง ‘อินเดีย’ มีอันดับที่ดีขึ้น 18 อันดับ และ ‘จีน’ อันดับดีขึ้น 14 อันดับ ขณะที่รัสเซียมีอันดับเท่าเดิม เเละสหรัฐอเมริกามีอันดับถอยลง 5 อันดับ ส่วนประเทศในเเถบสเเกนดิเนเวียยังคงครองอันดับต้น โดยฟินแลนด์ คงครองอันดับ 1 ในดัชนีปีนี้ ตามด้วยสวีเดนและเดนมาร์ก อย่างไรก็ดี ประเทศกลุ่มผู้นำเหล่านี้ยังประสบความท้าทายอย่างมีนัยยะสำคัญในการดำเนินการบรรลุ SDG 12 (การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน) SDG 13 (การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) SDG 14 (ทรัพยากรทางทะเล) และ SDG 15 (ระบบนิเวศบนบก) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากรูปแบบการบริโภคที่ไม่ยั่งยืนและผลกระทบเชิงลบที่ส่งผลต่อประเทศอื่น
  3. เป้าหมายที่เกี่ยวกับเมือง สิ่งแวดล้อม ระบบเกษตรอาหารที่ยั่งยืน และสันติภาพ ออกนอกลู่ทางที่จะบรรลุอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะ SDG 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) SDG 14 (ทรัพยากรทางทะเล) SDG 15 (ระบบนิเวศบนบก) และ SDG 16 (ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง) ขณะที่ตัวชี้วัดที่ยังห่างไกลการบรรลุเป้าหมาย ได้แก่ การเกษตรที่ยั่งยืน (SDG 2) อัตราโรคอ้วน (SDG 3) เสรีภาพสื่อและดัชนีคอร์รัปชัน (SDG 16) ในทางกลับกัน ตัวชี้วัดที่ก้าวหน้า ได้แก่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (SDG 9) การลดการติดเชื้อ HIV (SDG 3) และการเข้าถึงไฟฟ้า (SDG 7)
  4. บาร์เบโดสครองอันดับหนึ่งด้านความมุ่งมั่นต่อระบบพหุภาคีนิยมตามแนวทางของ UN (UN-based multilateralism: UN-Mi) ขณะที่สหรัฐอเมริกา รั้งท้าย ซึ่งสะท้อนผ่านการที่สหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 60 แห่งในเดือนมกราคม ค.ศ. 2026 เเละการลงคะแนนเสียงร่วมกับหรือทิศทางเดียวกับเสียงส่วนใหญ่ของนานาชาติมีเพียง 5% จากการลงมติในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่บันทึกไว้ใน ค.ศ. 2025 นอกจากนี้ยังมีการแสดงท่าทีคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) วาระปี 2030 และความตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ (Paris Climate Agreement) อีกด้วย
  5. การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการนำไปปฏิบัติ คือหัวใจสำคัญที่เป็นลำดับความสำคัญสูงสุดสำหรับยุคถัดไปของการพัฒนาที่ยั่งยืน ใน ค.ศ. 2026 เครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Solutions Network: SDSN) ได้ทำการสำรวจเครือข่ายของตนใน 64 ประเทศและสหภาพยุโรป รวมถึงผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 1,000 รายจาก 127 ประเทศ เพื่อประเมินความพยายามของรัฐบาลและอุปสรรคต่าง ๆ ในการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนในการยึดมั่นกรอบการทำงาน SDGs ไว้ต่อไปภายหลัง ค.ศ. 2030 พร้อมทั้งระบุว่า การเงิน ธรรมาภิบาล และการใช้วิทยาศาสตร์และข้อมูล เป็นประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งมากที่สุด ทั้งนี้ มุมมองต่อความก้าวหน้านั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละภูมิภาค โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ มีการรายงานผลการประเมินการดำเนินงาน SDGs ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นในเชิงบวกมากกว่าภูมิภาคอื่น
  6. แปดเรื่องสำคัญสำหรับการทศวรรษถัดไปของการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่
    • 1) ยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ และปรับเปลี่ยนงบประมาณทางการทหารไปสู่การสร้างสันติภาพและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
    • 2) กำหนดกรอบเวลาที่ทะเยอทะยาน สำหรับการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG)
    • 3) จัดระเบียบการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นไปที่การพลิกโฉมครั้งใหญ่ 6 ประการ (Six Major Transformations) 4) นำแผนการลงทุนระยะยาวมาใช้ เพื่อสนับสนุนการพลิกโฉมเหล่านั้น 5) เสริมสร้างความร่วมมือและการลงทุน ทั้งในระดับภาคพื้นทวีป ภูมิภาค และท้องถิ่น
    • 6) นำระบบภาษีระดับโลกใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อระดมทุนสำหรับสินค้าและบริการสาธารณะของโลก (Global Public Goods)
    • 7) พัฒนากรอบธรรมาภิบาลระดับโลก สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ และ
    • 8) จัดตั้งศูนย์ใหม่ของสหประชาชาติ (UN campuses) ในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา

ส่วนการจัดอันดับ SDG Index ระดับโลก ปีนี้มีประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งสิ้น 169 ประเทศ เพิ่มขึ้นมา 2 ประเทศจากปีก่อนหน้า โดยประเทศที่ติด Top 5 อันดับแรก ประกอบด้วย ฟินแลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก เยอรมนี และออสเตรีย ตามลำดับ ขณะที่ประเทศที่ถูกจัดอยู่ใน 5 อันดับสุดท้าย ประกอบด้วย ซูดาน (อันดับ 165) โซมาเลีย (อันดับ 166) ชาร์ด (อันดับ 167) สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (อันดับ 168) และซูดานใต้ (อันดับ 169) ซึ่งเป็นประเทศที่ได้อันดับต่ำสุดติดต่อกันหลายปี

เมื่อพิจารณาสถานการณ์ตามกลุ่มประเทศ ได้แก่ ประเทศรายได้สูง ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง และ ประเทศรายได้ต่ำ พบว่าทุกกลุ่มมีเป้าหมายที่ยังคงอยู่ในสถานะท้าทายมาก (สีแดง) ร่วมกัน 1 เป้าหมาย คือ SDG15 ระบบนิเวศบนบก ขณะที่ SDG14 ทรัพยากรทางทะเล ซึ่งอยู่ในสถานะนี้เมื่อปีที่เเล้ว ปีนี้มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นโดยขยับไปอยู่ที่สถานะท้าทาย (สีส้ม) 

กลุ่มประเทศรายได้สูงเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายอยู่ในสถานะบรรลุได้แล้ว (สีเขียว) มากที่สุด คือ 3 เป้าหมาย ได้แก่ SDG1 ยุติความยากจน SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม เเละนวัตกรรม ซึ่งเป้าหมายทั้งสามอยู่ในสถานะนี้ต่อเนื่องมาจากปีที่เเล้ว ตามมาด้วยกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ ที่สามารถบรรลุได้แล้ว 2 เป้าหมาย ได้แก่ SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และ SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง มีเป้าหมายที่อยู่ในสถานะบรรลุได้แล้ว 1 เป้าหมาย คือ SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน แม้มีเป้าหมายที่อยู่ในสถานะท้าทายมาก (สีแดง) น้อยที่สุด แต่ก็ยังไม่มีสักเป้าหมายเดียวที่ก้าวหน้ามาอยู่ในสถานะบรรลุ (สีเขียว) มีเพียง SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม เเละนวัตกรรม ที่อยู่ในสถานะท้าทายบางส่วนเเละมีเเน้วโน้มอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุได้ 

นอกจากนี้ หากพิจารณาถึงระดับความวิกฤติลงไปในรายภูมิภาคพบว่า ภูมิภาคแอฟริกาใต้ซาฮารามีเป้าหมายที่อยู่ในสถานะท้าท้ายมาก (สีแดง) มากที่สุดถึง 14 เป้าหมาย มีเพียง SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เท่านั้นที่อยู่ในสถานะบรรลุ (สีเขียว) ส่วน SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเคยอยู่ในสถานะสีเขียวเมื่อปีก่อนหน้า ปีนี้กลับถดถอยลงไปอยู่ในสถานะท้าทายบางส่วน (สีเขียว) ขณะที่ภูมิภาคที่มีเป้าหมายอยู่ในสถานะท้าทายมาก (สีแดง) น้อยที่สุด มีทั้งสิ้น 6 ภูมิภาค/กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประเทศ BRICS กลุ่มประเทศ BRICS+ กลุ่มยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง เอชียตะวันออกเเละเอเชียใต้ และกลุ่มละตินอเมริกาและแคริบเบียน โดยทั้งหมดมีเป้าหมายที่อยู่ในสถานะท้าทายมาก (สีแดง) เพียง 4 เป้าหมายเท่านั้น


02 – สถานการณ์ของอาเซียน 

สถานการณ์การขับเคลื่อน SDGs ของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน มีความใกล้เคียงกันกับปีที่แล้ว โดยหากเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน พบว่าประเทศไทยยังครองอันดับ 1 เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน (ค.ศ. 2019 – 2026) ตามมาด้วย เวียดนาม (อันดับ 58) สิงคโปร์ (อันดับ 59) อินโดนีเซีย (อันดับ 74)  มาเลเซีย (อันดับ 76)  ฟิลิปปินส์ (อันดับ 80) บรูไนดารุซซาลาม (อันดับ 87) ติมอร์-เลสเต (อันดับ 102) กัมพูชา (อันดับ 108) ลาว (อันดับ 122) เเละเมียนมา (อันดับ 123)  ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2568 พบว่ามีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่มีอันดับก้าวหน้าขึ้น คือ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไนดารุซซาลาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว  ขณะที่อีก 2 ประเทศมีอันดับถดถอยลง ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา เเละมี 1 ประเทศที่อันดับเท่าเดิมคือ ไทย ส่วนติมอร์-เลสเต ไม่ถูกจัดอันดับเมื่อปี ค.ศ. 2025 เนื่องจากข้อมูลจำกัดเเละไม่เพียงพอ

อาเซียนมีประเทศสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ไทย บรูไนดารุซซาลาม เมียนมา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เเละติมอร์-เลสเต

เมื่อพิจารณาสถานะของทั้ง 17 เป้าหมาย SDGs จะเห็นว่าเป้าหมาย SDGs ที่มีความท้าทายมาก (สีแดง) ร่วมกันเกินครึ่งหนึ่ง (เกิน 5 ประเทศ) คือเป้าหมายดังต่อไปนี้

  • SDG15 ระบบนิเวศบนบก – เป็นเป้าหมายที่กว่า 10 ประเทศ มีสถานะท้าทายมากร่วมกัน ยกเว้นติมอร์-เลสเต ที่มีสถานะท้าทาย 
  • SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี – มีสถานะท้าทายมาก ร่วมกันใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา ติมอร์-เลสเต และลาว
  • SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม – มีสถานะท้าทายมาก ร่วมกันใน 7 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไนดารุซซาลาม กัมพูชา เมียนมา ติมอร์-เลสเต และลาว
  • SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน – มีสถานะท้าทายมาก ร่วมกันใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา ติมอร์-เลสเต และลาว
  • SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง – มีสถานะท้าทายมาก ร่วมกันใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ติมอร์-เลสเต และเมียนมา
  • SDG2 ยุติความหิวโหย – มีสถานะท้าทายมาก ร่วมกันใน 5 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย บรูไนดารุซซาลาม เมียนมา ติมอร์-เลสเต และลาว
  • SDG14 ทรัพยากรทางทะเล – มีสถานะท้าทายมาก ร่วมกันใน 5 ประเทศ ได้แก่  เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา  
  • SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน – มีสถานะท้าทายมาก ร่วมกันใน 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชา เมียนมา และลาว

| 3 ประเทศสมาชิกที่มีสถานะน่าห่วงกังวล

ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่มีเป้าหมายที่อยู่ในสถานะท้าทายมาก ราว 3 – 6 เป้าหมาย ทว่ามี 3 ประเทศที่มีเป้าหมาย SDGs อยู่ในสถานะท้าทายมากเกินครึ่งหนึ่ง หรือตั้งแต่ 8 เป้าหมาย ได้แก่

  • เมียนมา จำนวน 12 เป้าหมาย ได้แก่  SDG2  ยุติความหิวโหย SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ  SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้  SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน SDG14 ทรัพยากรทางทะเล SDG15 ระบบนิเวศบนบก  และ SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรมและสถาบันเข้มแข็ง และ SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจำนวนเท่าเเละตรงกับปีก่อนหน้าทุกเป้าหมาย
  • กัมพูชา จำนวน 9 เป้าหมาย ได้แก่ SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน และอุตสาหกรรม SDG14 ทรัพยากรทางทะเล SDG15 ระบบนิเวศบนบก  SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรมและสถาบันเข้มแข็ง และ SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  
  • ติมอร์-เลสเต จำนวน 8 เป้าหมาย ได้แก่  SDG1 ยุติความยากจน SDG2  ยุติความหิวโหย SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG6 น้ำสะอาดเเละการสุขาภิบาล SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และอุตสาหกรรม SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน เเละ SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรมและสถาบันเข้มแข็ง 

สำหรับปีนี้ ประเทศอินโดนีเซีย นับว่ามีพัฒนาการที่เห็นชัด โดยขยับจากการเป็นประเทศประเทศที่มีเป้าหมาย SDGs อยู่ในสถานะท้าทายมากเกินครึ่งหนึ่ง หรือตั้งแต่ 8 เป้าหมาย เมื่อปีก่อนหน้า มาเหลือเพียง 6 เป้าหมาย  โดย 2 เป้าหมายที่ทำได้ดีขึ้นเเละเปลี่ยนจากสถานะท้าทายมากไปเป็นสถานะท้าทาย ได้เเก่ SDG2  ยุติความหิวโหย  SDG14 ทรัพยากรทางทะเล 


03 – สถานการณ์ SDGs ของประเทศไทย

การจัดอันดับและคะแนนดัชนีของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 มีทิศทางดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยปี ค.ศ. 2016 ซึ่งเป็นปีแรกที่ SDR เริ่มประเมินสถานการณ์ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 61 คะแนนดัชนีอยู่ที่ 62.6 คะแนน จากนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนปี ค.ศ. 2019  อันดับและคะแนนของประเทศไทยพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดอยู่ที่อันดับที่ 40 คะแนนดัชนีอยู่ที่ 73 คะแนน สำหรับรายงานปี ค.ศ. 2026  นี้ อันดับ SDG Index ของไทย ยังคงอยู่ในอันดับที่ 43 ของโลก จากประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งสิ้น 169 ประเทศ มีคะแนนดัชนีอยู่ที่ 75.4 คะแนน อยู่ในอันดับคงที่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่คะแนนรวมได้ขยับขึ้น มากกว่าปีก่อนหน้า 0.1 คะแนน  ซึ่งยังถือว่าสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ซึ่งอยู่ที่ 70.5 คะแนน

นอกจากนี้ หากเทียบกับประเทศในเอเชีย พบว่าไทยรั้งอันดับที่ 3 เป็นรองญี่ปุ่น (อันดับ 20) และเกาหลีใต้ (อันดับ 34) เท่านั้น ทั้งนี้ไทยยังเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ และในระดับอาเซียนไทยยังครองอันดับ 1 เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน (ค.ศ. 2019 – 2026) 

| 2 เป้าหมาย SDGs ที่ไทยบรรลุแล้ว ยังไม่เปลี่ยนแปลง

ในปีนี้มี 2 เป้าหมาย SDGs ที่มีสถานะบรรลุเป้าหมายแล้ว (สีเขียว) คือ SDG1  ยุติความยากจน และ SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ยังคงอยู่ในสถานะบรรลุเป้าหมายแล้วเดิมจากปี 2568 อย่างไรก็ดีค่าสีสถานะที่ปรากฏตามรายงานฉบับนี้พิจารณาจาก 2 ตัวชี้วัดที่มี ‘สถานะแย่ที่สุด’ ในเป้าหมายนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของทุกประเทศทั่วโลกจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงรายละเอียดข้อมูลในระดับตัวชี้วัดเพิ่มเติม  

สำหรับผลการบรรลุ SDG1  ยุติความยากจนนั้นมีเป้าหมายคือการประเมินของรายงานฉบับนี้ใช้ข้อมูลตัวชี้วัด 2 ตัว ได้แก่  (1) อัตราส่วนของประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่า 3.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ประมาณ 108 บาทต่อวัน) ซึ่งเป็นเกณฑ์เส้นความยากจนสากลในปี ค.ศ. 2025 ที่ธนาคารโลกได้ปรับ “เส้นความยากจนสากล” จากเดิม 2.15 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2017 เพื่อสะท้อนต้นทุนการดำรงชีวิตและกำลังซื้อที่เปลี่ยนแปลงไป และ (2) อัตราส่วนของประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่า 4.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ประมาณ 151 บาทต่อวัน) ส่งผลให้ประเทศไทยบรรลุสถานะดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567 ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับพบว่าสถานการณ์ความยากจนภายในประเทศยังคงน่าเป็นห่วง โดยเส้นความยากจนของประเทศไทยในปี ค.ศ. 2024 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 35 บาทจากปี ค.ศ. 2023 และจากการประมวลสถานการณ์ความยากจนภายในประเทศ กลับพบกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน  ส่งผลให้สัดส่วนประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.89 หรือคิดเป็นจำนวนคนจนประมาณ 3.43 ล้านคน สูงกว่าปี ค.ศ. 2023 ที่มีสัดส่วนคนจนอยู่ที่ร้อยละ 3.41

แม้ประเทศไทยจะได้รับการประเมินว่าบรรลุ SDG 1 ตามเกณฑ์เส้นความยากจนสากลของธนาคารโลก แต่เนื่องจากประเทศไทยใช้เกณฑ์เส้นความยากจนภายในประเทศที่สูงกว่าเส้นความยากจนสากล จึงอาจกล่าวได้ว่ายังมีประชากรจำนวนหนึ่งที่อยู่ในภาวะยากจน และประเทศไทยยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย SDG1  “การยุติความยากจน” ได้อย่างสมบูรณ์ แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคนจนในปีล่าสุดอาจเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจชั่วคราว แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 45.49 ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางของภาคเกษตรไทยที่ยังพึ่งพารายได้จากการผลิตซึ่งผันผวนตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตร ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังเสี่ยงต่อภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว

ส่วนผลการประเมิน SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปีที่ 4 ของประเทศไทยที่บรรลุสถานะดังกล่าวตามเกณฑ์ของรายงาน SDR นั้น ปีนี้รายงานใช้ข้อมูล 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) ร้อยละของเด็กอายุ 4 – 6 ปีที่ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนประถมศึกษา  2) อัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับประถมศึกษา 3) อัตราการสำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และ 4) อัตราการรู้หนังสือของประชากรอายุ 15 – 24 ปี  ข้อมูลจากรายงานระบุว่าประเทศไทยบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ตัวชี้วัดส่งผลให้ SDG4 อยู่ในสถานะบรรลุแล้ว (สีเขียว) 

ขณะที่สถานการณ์ภายในประเทศกลับสะท้อนความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง โดยรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่าในปีการศึกษา พ.ศ. 2567 มีนักเรียนมากกว่า 3 ล้านคนอาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (poverty line) ของประเทศไทย และมีนักเรียนยากจนพิเศษตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งอยู่ในกลุ่มครัวเรือนยากจนที่สุด 15% แรกของประเทศ จำนวน 1,348,735 คน สะท้อนว่าปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงฝังรากลึก และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับ รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าแม้การเข้าถึงการศึกษาของไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย โดยระดับประถมศึกษายังคงมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิสูงที่สุด แต่เมื่อระดับการศึกษาสูงขึ้น อัตราการเข้าเรียนกลับลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา ซึ่งยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กจากครัวเรือนฐานะดีและฐานะยากจนอย่างชัดเจน

แม้ช่องว่างการเข้าเรียนระหว่างกลุ่มรายได้สูงสุดและต่ำสุดจะเริ่มลดลง แต่เด็กจากครัวเรือนยากจนยังมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับสูงน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ครัวเรือนฐานะดีมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงกว่าครัวเรือนฐานะต่ำสุดถึง 8.16 เท่า นอกจากนี้ คุณภาพการศึกษายังสัมพันธ์กับขนาดและสังกัดของโรงเรียน รวมถึงฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือน โดยนักเรียนจากโรงเรียนขนาดใหญ่และครัวเรือนฐานะดีกว่ามักมีผลคะแนน O-NET สูงกว่าอย่างชัดเจน ดังนั้น การประเมินสถานการณ์ด้านการศึกษาจึงไม่อาจพิจารณาเพียงตัวเลขรายได้หรือจำนวนผู้เรียนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยด้านอื่น เช่น สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน การเข้าถึงบริการพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้

สถานะบรรลุเป้าหมายแล้ว (สีเขียว) คือ SDG1  ยุติความยากจน และ SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ

| ประเด็นวิกฤติของปี 2569

สำหรับเป้าหมายที่มีสถานะท้าทายมาก (สีแดง) มีทั้งสิ้น 4 เป้าหมาย ลดลงจาก 6 เป้าหมายในปี ค.ศ.2025 ประกอบด้วย  SDG3 (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) SDG11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) SDG15 (ระบบนิเวศบนบก) และ SDG16 (ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง) ทั้งนี้เมื่อเทียบข้อมูลจากปีที่แล้ว พบว่าภาพรวม SDG Index ของไทยปีนี้ถือว่าดีขึ้นพอสมควร โดยเหลือเป้าหมายที่อยู่ในระดับสีแดงเพียง 4 เป้าเท่านั้น

เป้าหมายและตัวชี้วัดที่มีความท้าทายมากของประเทศไทย จาก SDG Index ปี 2569 มีดังนี้

  • SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี – มีความท้าทายมากในตัวชี้วัดเรื่องอุบัติการณ์ของวัณโรค และอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน
  • SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน – มีความท้าทายมากในตัวชี้วัดเรื่องความเข้มข้นเฉลี่ยรายปีของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 (μg/m³) มีแนวโน้มที่ถดถอยลง และสัดส่วนของประชากรที่เข้าถึงขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวก ที่ไม่มีข้อมูล
  • SDG15 ระบบนิเวศบนบก – ปีนี้มีความท้าทายมากในตัวชี้วัดเรื่องพื้นที่แหล่งน้ำจืดที่มีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่ได้รับการคุ้มครอง อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างถาวร 
  • SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง – ปีนี้มีความท้าทายมากในตัวชี้วัดเรื่องอัตราการฆาตกรรม* ดัชนีการรับรู้การทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption perception index) และระดับความชอบด้วยกฎหมายของการเวนคืนและความเป็นธรรมในการจ่ายค่าชดเชย 

หมายเหตุ: *ฐานข้อมูลสากลของตัวชี้วัดนี้ คือ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้ยกเลิกข้อมูลอัตราการฆาตกรรมต่อประชากรแสนคนของไทยเดิมที่ใช้ประกอบการประเมินใน SDG Index ปี ค.ศ.2021 ซึ่งเป็นข้อมูลจากปี ค.ศ. 2017 ด้วยเหตุผลทางสถิติและมีข้อมูลล่าสุดที่แสดงอยู่ในช่วงที่มีการดึงข้อมูลเพื่อจัดทำ SDG Index ปีนี้ คือข้อมูลในปี 2554 (ค.ศ. 2011) จึงทำให้ข้อมูลนี้อาจไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน

จากผลการประเมิน SDG Index ของประเทศไทยในปีล่าสุดสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยประเทศไทยเหลือเป้าหมายที่ยังอยู่ในระดับ “สีแดง” เพียง 4 เป้าหมายเท่านั้น ขณะที่ SDG 2 (ยุติความหิวโหย) ถูกปรับสถานะขึ้นมาอยู่ในระดับ “สีส้ม” หลังตัวชี้วัดดัชนีการจัดการไนโตรเจนอย่างยั่งยืน (Sustainable Nitrogen management index)  ซึ่งไทยมีผลการประเมินอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ถูกถอดออกจากเกณฑ์การประเมินในปีนี้

ทั้งนี้อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ SDG14 (ทรัพยากรทางทะเล)  ซึ่งแม้จะยังใช้ตัวชี้วัดเดิมในการประเมิน แต่ค่าดัชนีสุขภาพมหาสมุทรในคะแนนความสะอาดของน้ำทะเล (Ocean Health Index: Clean Water) ของไทยกลับปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ “สีแดง” ในหลายปีก่อนหน้า ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ “สีเขียว” ในปีล่าสุด


แม้สี่ปีที่ผ่านมา (ปี ค.ศ.2022 – 2025) ได้มีการรายงานดัชนีที่ประเมินความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อย่างต่อเนื่อง แต่กลไกสำคัญของการติดตามความก้าวหน้าระดับโลกยังคงอยู่ที่การจัดทำรายงานผลการทบทวนการดำเนินงานตามวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ระดับชาติโดยสมัครใจ (Voluntary National Review: VNR) 

ตลอดระยะเวลา 11 ปีของกระบวนการ VNRs พบว่า มีประเทศสมาชิกสหประชาชาติ 190 ประเทศ จากทั้งหมด 193 ประเทศ ที่เคยส่งรายงาน VNRs  แล้ว โดยในปีนี้ มี 36 ประเทศที่มีกำหนดนำเสนอรายงานฉบับปรับปรุงเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้าน SDGs และไม่มีประเทศใดเข้าร่วมนำเสนอเป็นครั้งแรก ซึ่งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่จำนวน 160 ประเทศ เคยจัดทำรายงาน VNR มากกว่าหนึ่งครั้ง แบ่งเป็น ประเทศที่ส่งรายงาน 2 ครั้ง จำนวน 87 ประเทศ ส่งรายงาน 3 ครั้ง จำนวน 61 ประเทศ และส่งรายงาน 4 ครั้ง จำนวน 10 ประเทศ ขณะที่โตโกและอุรุกวัยเป็น 2 ประเทศที่ส่งรายงานมากที่สุด โดยมีกำหนดนำเสนอ VNRs เป็นครั้งที่ 5 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ส่งผลให้ทั้งสองประเทศกลายเป็นประเทศที่จัดทำ VNRs มากที่สุดในโลก ขณะที่ ยังมี 3 ประเทศ ได้แก่ เฮติ เมียนมา และสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยส่งรายงาน VNR เลย 

สำหรับประเทศไทย ได้มีการนำเสนอ VNR ต่อเวที HLPF ของสหประชาชาติไปในปี ค.ศ. 2017   2021 และ 2025  

หมายเหตุ: ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ โดยนับรวมประเทศที่ได้ระบุว่าจะนำเสนอรายงาน VNR ในปี 2026 ตามจดหมายที่ลงนามโดยประธานสภา ECOSOC เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2025 ข้อมูล จากเว็บไซต์ https://hlpf.un.org/vnrs


| คะแนน “การสนับสนุนของรัฐบาลในระบบพหุภาคีและการดำเนินการขับเคลื่อน SDGs ตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ” 

สำหรับปีนี้ รายงาน Sustainable Development Report ยังคงนำเสนอผลคะแนน “การสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ต่อพหุภาคีนิยมตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ” (Countries’ Support for UN-Based Multilateralism) ซึ่งเป็นดัชนีที่เครือข่าย SDSN เริ่มพัฒนาและเผยแพร่ครั้งแรกในรายงานปี ค.ศ. 2023 ก่อนจะมีการปรับปรุงและขยายผลอย่างต่อเนื่องในทุกปี

การติดตามดัชนีดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากในเดือนกันยายน ค.ศ.2027 ผู้นำโลกจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอด SDG Summit ครั้งสุดท้ายก่อนถึงเส้นตายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี ค.ศ.2030 โดย “Pact for the Future” ปี 2024 ระบุอย่างชัดเจนว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งภายในปี ค.ศ.2030 และทิศทางในอนาคตหลังจากนั้น ซึ่งในฐานะประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ประเทศต่าง ๆ ได้ให้คำมั่นร่วมกันในการสนับสนุน SDG 17 ซึ่งมุ่งยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดังนั้น การติดตาม “ดัชนีการสนับสนุนระบบพหุภาคีภายใต้สหประชาชาติ” (Index of Countries’ Support for UN-based Multilateralism: UN-Mi) ฉบับปี 2026 จึงยังคงครอบคลุมประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศ 

โดยนำเสนอทั้งผลคะแนนรวมและผลลัพธ์รายตัวชี้วัดใน 6 มิติหลัก ได้แก่

  1. การให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาหลักของสหประชาชาติ
  2. สัดส่วน (%) คะแนนเสียงที่สอดคล้องกับเสียงข้างมากของนานาชาติในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UN General Assembly: UNGA)
  3. การมีส่วนร่วมในองค์กรและหน่วยงานเฉพาะของสหประชาชาติ
  4. การมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งและทางการทหาร
  5. การใช้มาตรการบังคับแบบฝ่ายเดียว (unilateral coercive measures: UCMs)
  6. การสนับสนุนงบประมาณของสหประชาชาติและความร่วมมือระหว่างประเทศ

จากการประเมินได้สำรวจและจัดอันดับคะแนนดัชนีประเทศที่สนับสนุนการทำงานพุภาคีตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติประจำปี ค.ศ. 2026 (UN-Mi) มีประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งสิ้น 193 ประเทศ คะแนนดัชนีอยู่ในช่วง 0 –100 คะแนน โดย 0 หมายถึง “สนับสนุนน้อย” และ 100 หมายถึง “สนับสนุนมาก” ซึ่งค่าเฉลี่ยคะแนนการสนับสนุนระบบพหุภาคีภายใต้สหประชาชาติของโลกอยู่ที่ 65.2 คะแนน

โดยใช้เป็นเกณฑ์ในการแบ่งประเทศออกเป็น 5 กลุ่มตามระดับการสนับสนุน ได้แก่

  1. ระดับสนับสนุนอย่างมาก (Very Strong Support) คะแนนตั้งแต่ 71.5 คะแนนขึ้นไป
  2. ระดับสนับสนุนสูง (Strong Support) คะแนนอยู่ระหว่าง 65.2 – 71.5 คะแนน
  3. ระดับสนับสนุนปานกลาง (Moderate Support) คะแนนอยู่ระหว่าง 58.8 – 65.2 คะแนน
  4. ระดับสนับสนุนไม่สม่ำเสมอ (Inconsistent Support) คะแนนอยู่ระหว่าง 37.5 – 58.8 คะแนน
  5. ระดับสนับสนุนน้อย (Weak Support) คะแนนต่ำกว่า 37.5 คะแนน

สำหรับกลุ่มประเทศที่อยู่ในระดับ “สนับสนุนอย่างมาก” (Very Strong Support) จะต้องมีคะแนนตั้งแต่ 71.5 คะแนนขึ้นไป ซึ่งในปี 2026 มีทั้งหมด 58 ประเทศ โดย ประเทศที่ติด Top 5 อันดับแรก ประกอบด้วย บาร์เบโดส (90.7 คะแนน) แอนติกาและบาร์บูดา (88.3 คะแนน) อุรุกวัย (87.4 คะแนน) ตรินิแดดและโตเบโก (86.6 คะแนน)  และมัลดีฟส์ (86.4 คะแนน) ตามลำดับ ขณะที่ประเทศ 5 อันดับสุดท้าย ประกอบด้วย อัฟกานิสถาน (อันดับ 189) ที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่อยู่ในระดับ “สนับสนุนไม่สม่ำเสมอ” (Inconsistent Support) ส่วนอีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย อิสราเอล (อันดับ 190) เกาหลีเหนือ (อันดับ 191)  ซูดานใต้ (อันดับ 192) และสหรัฐอเมริกา (อันดับ 193) จัดอยู่กลุ่ม “สนับสนุนน้อย” (Weak Support) มีคะแนนต่ำกว่า 37.5 คะแนน ส่วนประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 24 ของโลก มีคะแนนอยู่ 79.2 คะแนน เท่ากับในปีก่อนหน้าแต่ยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่สนับสนุนอย่างมาก


04 –  บทส่งท้าย 

เเม้กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของปีเป้าหมาย SDGs เเต่ความก้าวหน้าในการขับเคลื่อน SDGs ระดับโลกยังคงท้าทายเเละจำกัดอย่างเห็นได้ชัด การไม่สามารถบรรลุเป้าหมายใดได้เเละมีเป้าหมายที่ตกอยู่ในสถานะท้าทายมาก (สีเเดง) อีกกว่า 5 เป้าหมายจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศทั่วโลกต้องร่วมกันทบทวนผ่านกลไกที่มีอยู่เเละสร้างสรรค์ความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อพลิกโฉมระบบการดำเนินงานหรือสถาปัตยกรรมทางการเงินต่าง ๆ ให้เอื้ออำนวยเเก่การขับเคลื่อนเป้าหมายเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

เเน่นอนที่สุดว่า “คำตอบ” ของโจทย์คิดอาจไม่ง่ายในยุคสมัยที่วิกฤติการณ์รอบด้านรุมเร้า ทั้งสงครามความขัดเเย้งที่ก่อตัวขึ้นเเละยังไม่มีท่าทีจะยุติลงอย่างถาวร วิกฤติการเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อผลกระทบระดับรุนเเรงมากขึ้นในทุก ๆ ปี รวมถึงความอ่อนเเอของระบบพหุภาคีนิยมที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาถอยหลังให้ เหล่านี้ล้วนเเต่เป็นตัวเเปรที่ต้องผนวกเข้าไปในสมการ ไม่ใช่เพียงเเค่เร่งรัด SDGs ให้บรรลุภายในปี ค.ศ.2030 เเต่ต้องก้าวไปให้ถึงช่วงเวลาหลังปีเป้าหมายด้วยเพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนดำเนินต่อได้อย่างไม่หยุดชะงัก

สำหรับประเทศไทย เเม้ปีนี้ยังคงยึดอันดับ 1 ของอาเซียนได้เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน เเต่หากมองเชิงพัฒนาการ ก็น่ากังวลว่าเราไม่เคยขยับไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด อย่างน้อยที่สุดในช่วง 5 ปีให้หลังมานี้ (ค.ศ. 2022 -2026) พบว่าคะเเนนของเราอยู่ในช่วง 74 – 75 คะเเนน เเละไม่เคยขยับทะลุพ้น 80 ได้เลย ขณะที่อันดับก็อยู่ในช่วงอันดับที่ 43 – 45 เเละไม่เคยขยับไปสู่ Top 30 ของโลกได้เลย และแม้ในปีนี้ประเทศไทยมีจำนวนเป้าหมายที่ถูกจัดอยู่ในสถานะท้าทายมาก (สีแดง) ลดลงจาก 6 เป้าหมาย เหลือ 4 เป้าหมาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่าหลายประเด็นเริ่มมีพัฒนาการดีขึ้น แต่ไทยยังคงต้องเร่งดำเนินการในอีกหลายด้านเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2030 ก็ตาม เพราะในช่วงสี่ปีที่เหลือ เป็นช่วงของการพิสูจน์ว่าความก้าวหน้าในการขับเคลื่อน SDGs ของไทย จะพลิกโฉมเปลี่ยนเเปลงหรือจะเคลื่อนนิ่งต่อไปช้า ๆ อย่างที่เคยเป็นมา


ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG1  ยุติความยากจน
#SDG2  ยุติความหิวโหย
#SDG3 สุขภาพเเละความเป็นอยู่ที่ดี
#SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ
#SDG5 ความเท่าเทียมทางเพศ
#SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
#SDG7 พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้
#SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
#SDG9 โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม เเละอุตสาหกรรม
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
#SDG11 เมืองเเละชุมชนที่ยั่งยืน
#SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
#SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
#SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
#SDG15 ระบบนิเวศบนบก
#SDG16 สังคมสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
#SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน


อติรุจ ดือเระ และ แพรวพรรณ ศิริเลิศ – เรียบเรียง
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ

Author

ผู้เขียน

RELATED

SDG Updates | ถอดประเด็นน่าสนใจจากสัมมนา “นโยบายการต่างประเทศของไทยในทศวรรษ 2020” | เชื่อมโยงประเด็น SDGs กับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยใน 10 ปีข้างหน้าและบริบทโลก

สรวิศ มาอิทธิพร ทีปะลา(นักศึกษาฝึงาน SDG Move)

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center)

SDG Updates | กระแสน้ำกัลฟ์สตรีมที่อ่อนกำลังจะส่งผลอย่างไรกับระบบทะเลโลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปกรณ์ เมฆแสงสวยภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2564 …

SDG Updates | 7 นาที สรุป 7 ประเด็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนกับสถานการณ์ลุ่มแม่น้ำโขง ฉบับ 101

เมื่อต้นเดือนมกราคม 2564 กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ออกประกาศแจ้งเตือนเรื่อง ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงจากการลดการระบายน้ำของเขื่อนจิ่งหง หนึ่งในเขื…

SDG Updates | สิ่งที่หายไปในการบูรณาการความรู้ เพื่ออนาคต:ในมุมมองของนักวิจัยความหลากหลาย ทางชีวภาพและวัฒนธรรม

ในวงสนทนาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนเรามักเห็นบทบาทของคนทำงานในสายสังคมศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักธุรกิจ ภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมสนท…

ค้นหา