แม้ถึงปี 2030 จะยังคงมีคน 1 ใน 3 ทั่วโลกที่ใช้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษทางอากาศเป็นหลักในการประกอบอาหาร

งานวิจัยชิ้นใหม่ประมาณการว่า ในปี 2030 ผู้คนทั่วโลกเกือบ 1 ใน 3 จะยังคงใช้เชื้อเพลิงและเทคโนโลยีในการประกอบอาหารประเภทที่ก่อให้เกิดมลพิษเป็นหลัก ซึ่งเป็นสาเหุสำคัญของปัญหาสุขภาพและก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications โดยทีมนักวิจัยจากสหราชกาณาจักรและองค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าจนถึงสิ้นทศวรรษนี้จะมีประชากรโลกเกือบสามพันล้านคน ในจำนวนนี้หนึ่งพันล้านคนอาศัยอยู่ในแอฟริกาเขตใต้ทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) จะยังคงใช้เชื้อเพลิงประกอบอาหารที่ปล่อยมลพิษสู่อากาศ เช่น ไม้และถ่านเป็นหลัก ซึ่งมลพิษทางอากาศในครัวเรือนนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

นอกจากนี้ การปล่อยผงฝุ่นเขม่าดำ (black carbon) จากการประกอบอาหารด้วยเชื้อเพลิงชีวมวลคิดเป็น 25% ของปริมาณการปล่อยผงฝุ่นเขม่าดำจากกิจกรรมมนุษย์ทั่วโลกในแต่ละปี ที่จะสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศและเป็นตัวการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการศึกษาการใช้เชื้อเพลิงทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ ไฟฟ้า เชื้อเพลิงประเภทก๊าซ น้ำมันก๊าด เชื้อเพลิงชีวมวล ถ่าน และถ่านหิน รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษและเชื้อเพลิงสะอาดตั้งแต่ปี 1990-2020 และใช้โมเดลจำลองรวมกับข้อมูลการสำรวจครัวเรือนที่มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อคาดการณ์การปริมาณการใช้เชื้อเพลิงทั่วโลกจนถึงปี 2030

ในขณะที่เปอร์เซ็นต์โดยรวมของประชากรโลกส่วนใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษในการประกอบอาหารได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1990 แต่แนวโน้มนี้กำลังแสดงสัญญาณของการชะงักตัว จนทำให้ในปัจจุบันยังมีคนในพื้นที่ชนบท 6 ใน 10 คนยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวมวลที่ปล่อยมลพิษเมื่อเผาไหม้ เช่น ไม้ฟืนและถ่าน

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
- (3.9) ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573
#SDG7 พลังงานสะอาดในราคาที่จ่ายได้
- (7.1) สร้างหลักประกันว่ามีการเข้าถึงการบริการพลังงานสมัยใหม่ที่เชื่อถือได้ ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ ภายในปี 2573
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
- (11.6) ลดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมต่อหัวประชากรในเขตเมือง รวมถึงการให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการจัดการคุณภาพอากาศ การจัดการของเสียของเทศบาล และการจัดการของเสียอื่นๆ ภายในปี 2573

ที่มา : Almost one-in-three people globally will still be mainly using polluting cooking fuels in 2030, research shows (Eurekalert)

Last Updated on ตุลาคม 11, 2021

Author

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

เปิดฉากการประชุม ‘COP30’ ที่บราซิล จับตาประเด็นพลังงานสะอาด – ระดมทุนอนุรักษ์ป่าไม้ ลดโลกร้อน และเร่งลงมือปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาเดิม

เปิดฉากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of…

แค่ปลูกต้นไม้ก็ฟื้นฟูป่าได้? ชวนอ่าน 10 กฎทองที่จะทำให้การปลูกป่าเกิดประโยชน์มากที่สุด

ป่าไม้มีบทบาทสำคัญในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon sequestration) เป็นที่พักพิงของสปีชีส์สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ และยังค้ำจุนชีวิตของมนุษย์ราว 2 พ…

ธุรกิจเช่าเสื้อผ้าออนไลน์ ‘The Volte’ เทรนด์แฟชั่นยั่งยืนที่สร้างรายได้-ลดโลกร้อน ในยุคฟาสต์แฟชั่น

ออสเตรเลียมียอดขายเสื้อผ้าสูงถึง 1.51 พันล้านชิ้น หรือเฉลี่ย 55 ชิ้นต่อคนต่อปีจากข้อมูลปี ปี 2567 ถือว่าเพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้…

ผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 35 ล้านรายในปี 2593 – องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ ชี้บุหรี่ แอลกอฮอล์ และมลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer: IARC) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสำรวจและคาดการณ์โรคมะเร็ง พบว่าในปี 2593 จะมีผู้ป…

ค้นหา