Snapshot การอพยพโยกย้ายถิ่นฐานในช่วงโควิด-19 กับแนวทาง 3 ข้อให้การเคลื่อนย้ายปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ

หลังจากที่ประชาคมระหว่างประเทศให้การรับรองข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration – GCM) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2561 การโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ (international migration) ยังคงเป็นหนึ่งประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งและเห็นชัดเจนขึ้นในช่วงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งรูปแบบของการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ รวมถึงนโยบายและมาตรการที่กระทบต่อกลุ่มผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานเป็นพิเศษทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ

และเนื่องจากปี 2565 นี้ จะเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการประชุมทบทวนผลการปฏิบัติการในระดับโลก หรือ “International Migration Review Forum” (IMRF)ในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่บรรดารัฐบาลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะใช้การประชุมเป็นพื้นที่อภิปรายแลกเปลี่ยนความคืบหน้าและนัยสำคัญต่อ SDGs ข่าวฉบับนี้นำเสนอภาพรวมข้อมูลโดยคร่าวของการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน และแนวทาง 3 ข้อที่ขจัดความท้าทายและเอื้ออำนวยให้การเคลื่อนย้ายเป็นไปด้วยความสงบ ปลอดภัย และเป็นไปตามระเบียบ ที่ท้ายที่สุดแล้ว จะสนับสนุนให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ SDGs ได้

สรุปข้อมูลการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานและผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน (migrants)

  1. ในช่วงปี 2558 – 2563 จำนวนผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานที่เคลื่อนย้ายจากภูมิภาคที่พัฒนาน้อยกว่าไปยังภูมิภาคที่พัฒนามากกว่า คิดเป็นราว 2.8 ล้านคนต่อปี
  2. ตามข้อมูลปี 2562 มีแรงงานผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน (migrant workers) มากกว่า 169 ล้านคนทั่วโลก
  3. จำนวนของประชาชนที่อยู่นอกอาณาเขตของประเทศที่กำเนิดหรือประเทศที่ตนถือสัญชาติ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา นับเป็นราว 281 ล้านคนในปี 2563 ทำให้สัดส่วนของผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศต่อจำนวนประชากรโลกมีเพิ่มมากขึ้นจาก 2.8% ในปี 2543 เป็น 3.6% ในปี 2563 และเมื่อสิ้นปี 2563 พบว่า ทั่วโลกมีเด็ก 1 ใน 66 คน หรือ 35.5 ล้านคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ใช้ชีวิตอยู่นอกอาณาเขตประเทศที่กำเนิด
  4. ในครึ่งปี 2563 การระบาดของโควิด-19 อาจมีส่วนทำให้จำนวนของผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานทั่วโลกลดลงราว 2 ล้านคน
  5. ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2562 – 24 พฤศจิกายน 2563 พบว่ามีจำนวนผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานทั่วโลกที่เสียชีวิตมากกว่า 8,436 รายและอีก 5,534 รายที่สูญหายหรือคาดว่าเสียชีวิตแล้ว
  6. ในปี 2563 เงินส่งกลับบ้าน (remittances) ที่มีการบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นทางการ กลับไปยังประเทศที่มีรายได้ต่ำและที่มีรายได้ปานกลาง มีจำนวน 549 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าในปี 2562 ที่ 1.7%
  7. ในแง่ของการตอบสนองต่อการระบาดของโควิด-19 ข้อมูลราวกลางเดือนธันวาคม 2563 พบว่า มีมาตรการจำกัดการเดินทางและการเคลื่อนย้ายและการที่รัฐบาลมีคำสั่งปิดพรมแดนประเทศ มากกว่า 111,000 มาตรการ และข้อมูลเดือนพฤศจิกายน 2564 มีข้อจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ มากกว่า 25,000 มาตรการที่ยังบังคับใช้อยู่

ในบริบทของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานถือเป็นหนึ่งในกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งในแง่ที่ต้องเผชิญกับมาตรการและข้อกำหนดของการเคลื่อนย้าย การได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้า พักอาศัย ทำงาน และเดินทางออก รวมไปถึงการเผชิญกับการเลือกปฏิบัติจากความเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (xenophobia) มุมมอง ภาพจำ กระทั่งข่าวสารข้อมูลเท็จที่มีต่อกลุ่มผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่สู้ดีนัก ตลอดจนความหวาดหวั่นจากการที่อาจไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็น อาทิ บริการสุขภาพและวัคซีน การคุ้มครองทางสังคม และการศึกษาทางไกล เหล่านี้เป็นตัวแสดงชี้ถึงความไม่เท่าเทียมและสะท้อนว่ายังคงเป็นปัญหา หากไม่สามารถจัดการได้ย่อมกระทบต่อหลักการความครอบคลุมของ SDGs

ทั้งนี้ ตามเอกสารรายงานของเลขาธิการสหประชาชาติที่ A/76/642 ระบุว่าการประชุม International Migration Review Forum ในปีนี้จะเป็นสลักสำคัญสะท้อนความร่วมมือพหุภาคี โดยได้ให้ 3 แนวทางสำคัญขจัดความท้าทายที่มีต่อประเด็นการอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ดังนี้

  1. การสนับสนุนสังคมที่ครอบคลุม (inclusive societies) – ตระหนักและให้ผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะในประเทศปลายทาง ประเทศทางผ่าน หรือประเทศต้นทาง
  2. การสนับสนุนการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานที่ปกติ (regular migration) – กล่าวคือเป็นการเคลื่อนย้ายที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามช่องทางที่ถูกกฎหมายที่หลากหลาย เพื่อเป็นการสร้างโอกาสและการผสานเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยที่ตระหนักถึงปัจจัยความท้าทายต่าง ๆ เช่น โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิวัฒนาการ/การเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจ
  3. การลดความเปราะบางและเสริมสิทธิคุ้มครองให้กับผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน – ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ครอบครัวและสังคมของพวกเขา โดยรวมไปถึงการจัดการกับการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติหรือผิดกฎหมาย รวมถึงมาตรการที่ตอบสนองต่อกลุ่มประชากรนี้

นอกจากนี้ เอกสารรายงานดังกล่าวยังระบุว่า บทเรียนจากบริบทของโควิด-19 ย้ำให้เห็นความสำคัญของธรรมาภิบาลในการจัดการกับประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐานในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานที่เปราะบาง (เด็กและสตรี) รวมถึงได้เรียกร้องให้รัฐสมาชิกดำเนินการร่วมกันเพื่อผลักดันให้โลกเป็นที่ฟูมฟักสิทธิ ศักดิ์ศรี และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วย

เข้าถึงเอกสารรายงานฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ) ได้ ที่นี่

ข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (GCM) เป็นทั้งกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศและกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อจัดระเบียบการเคลื่อนย้ายของประชากรที่เดินทางข้ามพรมแดนประเทศ ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นลักษณะการให้คำมั่นของรัฐสมาชิกโดยไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำภายในประเทศและระหว่างประเทศ
– (10.7) อำนวยความสะดวกในการอพยพและเคลื่อนย้ายคนให้เป็นไปด้วยความสงบ ปลอดภัย เป็นไปตามระเบียบ และมีความรับผิดชอบ (orderly, safe, regular and responsible migration) รวมถึงผ่านทางการดำเนินงานตามนโยบายด้านการอพยพที่มีการวางแผนและจัดการที่ดี

แหล่งที่มา:
Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration – Report of the Secretary-General (A/76/642) (reliefweb.int)

Last Updated on กุมภาพันธ์ 1, 2022

Author

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

ผู้เขียน

  • Thiraphon Singlor

    Editor | อยากรู้ความคิดของคนต่างพื้นเพ ต่างสังคมและวัฒนธรรม สนใจความเป็นไปของโลก ความมั่นคง และการพัฒนา แล้วนำมาถ่ายทอดร้อยเรียงเรื่องราวเล่าให้ฟัง

    View all posts

RELATED

WHO เผยตัวอย่างการใช้นโยบาย ‘ภาษีบุหรี่’ ที่ส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพประชากร การพัฒนา และรายรับของรัฐ

ในปี 2018 มีเพียง 38 ประเทศ หรือครอบคลุมประชากรโลกเพียง 14% เท่านั้น ที่การเก็บภาษีถึงอย่างน้อย 75% ของราคาสินค้าที่เป็นอันตรายหรือก่อให้เกิดผลเสียต่…

มหันตภัยร้ายที่คุกคามสุขภาพ ‘เชื้อดื้อยา’ อาจทำให้ผู้คนมากกว่า 10 ล้านคน เสียชีวิตได้ภายในปี 2593

การดื้อยาต้านจุลชีพ ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสุขภาพของทั้งคน สัตว์ และพืช รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนา…

ส่อง ‘10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ’ ในรายงานสุขภาพคนไทย ประจำปี 2566 

ทุกปีสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดทำ “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 25…

‘From Farms to Incubators’ สื่อมัลติมีเดียที่ขยายการรับรู้ว่าผู้หญิงเป็นผู้นำในวงการ ‘Ag-tech’ ได้อย่างเยี่ยมยอด

ในวงการ ‘สะเต็ม’ (Science, Technology, Engineering and Mathematics: STEM) ทั้งการเรียนและการทำงาน มักมีจำนวนผู้หญิงที่น้อยกว่าผู้ชาย เช่นเดียวกับอาณา…

ค้นหา