เมื่อ Gen Z สนับสนุนความยั่งยืนในการเลือกซื้อมากกว่าใคร และอยากให้ทุกช่วงวัยหันมาใส่ใจความยั่งยืนด้วยกัน

ปัจจุบัน กลุ่มประชากร Gen Z มีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องวิถีชีวิตยั่งยืน โดยเฉพาะผ่านพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า นอกจากนี้ กลุ่ม Gen Z ในฐานะพลเมืองรุ่นใหม่ยังช่วยทำให้กลุ่มประชากรช่วงวัยอื่นหันมาสนใจวิถีชีวิตยั่งยืนมากขึ้น กระนั้น การปรับเปลี่ยนมามีวิถีชีวิตยั่งยืนอาจยังไม่ตอบโจทย์คนบางกลุ่ม เนื่องจากเป็นวิถีชีวิตที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า และยังไม่มีข้อมูลมากเพียงพอเพื่อการตัดสินใจ

จากรายงานการสำรวจ “The State of Consumer Spending: Gen Z Influencing All Generations to Make Sustainability-First Purchasing Decisions” โดย First Insight และ the Baker Retailing Center แห่ง The Wharton School of the University of Pennsylvania ในหัวข้อที่ว่า “คุณให้ความสำคัญกับองค์ประกอบเหล่านี้อย่างไรเมื่อตัดสินใจซื้อสินค้า” จากผู้ตอบการสำรวจมากกว่า 1,000 คน จากทั้งหมดสี่กลุ่มประชากรในสหรัฐฯ ประกอบด้วย กลุ่ม Baby Boomers (ผู้ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2489 – 2507) กลุ่ม Generation X (ผู้ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2508 – 2519) กลุ่ม Millennials (ผู้ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2520 – 2538) และกลุ่ม Generation Z พบว่า กลุ่ม Generation Z (Gen Z) (ผู้ที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2538 – 2553) จำนวนมากกว่า 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสำรวจ เลือกที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่สนับสนุนความยั่งยืนมากกว่าจากแบรนด์ที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ พฤติกรรมของกลุ่ม Gen Z เองยังมีอิทธิพลต่อกลุ่มประชากรช่วงอายุอื่นในการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยดูได้จากความต้องการซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีความยั่งยืน (Prefer to Buy from Sustainable Brands) ในกลุ่ม Generation X ซึ่งเป็นวัยของผู้ปกครองกลุ่ม Gen Z เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหากเปรียบเทียบกับรายงานความยั่งยืนของบริโภคของ First Insight เองในปี พ.ศ. 2563

โดยเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลสำรวจการเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่สนับสนุนความยั่นยืนของประชากรทั้งสี่ช่วงวัยในปี พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2564 พบว่า ข้อมูลของปี พ.ศ. 2564 ชี้ให้เห็นว่าทุกกลุ่มช่วงวัย ทั้งกลุ่ม Baby Boomers กลุ่ม Generation X กลุ่ม Millennials และกลุ่ม Gen Z มีความยินดีจ่ายสูงกว่า (willing to pay more) เพื่อซื้อสินค้าที่ยั่งยืนกว่า เป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นนับจากข้อมูลปี พ.ศ. 2562

กระนั้น ยังพบความแตกต่างในเรื่องของมุมมองที่มีต่อความยั่งยืน จากการสำรวจดังกล่าวในหัวข้อ “ความยั่งยืนหมายถึงอะไรในสายตาของคุณ” (What does sustainability mean to you?) พบว่า กลุ่ม Gen Z มองว่าความยั่งยืนต้องเริ่มมาตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตสินค้า (48%) และแนวปฏิบัติในการขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน (34%) ถือเป็นจำนวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรช่วงวัยอื่น ขณะที่ส่วนใหญ่ของกลุ่ม Baby Boomers (44%) กลุ่ม Generation X (48%) และกลุ่ม Millennials (46%) มองว่าความยั่งยืนหมายถึงสินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบซึ่งผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาแล้ว และที่เก็บเกี่ยวได้จากธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากการศึกษาของ First Insight ทางฝั่งสหรัฐฯ แล้ว การสำรวจการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับความยั่งยืนของผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรโดย Deloitte ในปีพ.ศ. 2564 ผ่านคำถามที่ว่า “ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กิจกรรมที่สนับสนุนวิถีชีวิตยั่งยืนกิจกรรมใดที่คุณทำไปแล้วบ้าง” พบว่า วิธีการเปลี่ยนแปลงมามีวิถีชีวิตยั่งยืนที่ผู้ตอบแบบสอบถามทำร่วมกันมากที่สุด ที่ 61% คือการลดการใช้ถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ตามมาด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตตามฤดูกาลธรรมชาติ (49%) และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในชุมชน (45%) ทั้งนี้ แม้ว่าการรับเอาวิถีชีวิตยั่งยืนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อโลกและสังคมและผู้คนมีแนวโน้มให้ความสนใจมากขึ้น แต่จากการสำรวจกับผู้ตอบแบบสอบถามในสหราชอาณาจักรเอง พบว่า อุปสรรคสามประการที่พบมากที่สุดที่ทำให้ผู้คนไม่เปลี่ยนมามีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน ได้แก่ การที่ไม่มีความสนใจในวิถีชีวิตยั่งยืน (22%) ตามมาด้วยการมองว่าวิถีชีวิตยั่งยืนมีค่าใช้จ่ายที่สูง (16%) และท้ายที่สุดคือการมองว่ายังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากพอที่จะทำให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง (15%)

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
#SDG12: การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
– (12.8) สร้างหลักประกันว่าประชาชนในทุกแห่งมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องและความตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ภายในปี พ.ศ. 2573

ที่มา:
Gen Z cares about sustainability more than anyone else – and is starting to make others feel the same (World Economic Forum)
The State of Consumer Spending: Gen Z Influencing All Generations to Make Sustainability-First Purchase Decisions (First Insight)

ผลงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสุขภาพของประเทศไทย

Last Updated on พฤษภาคม 1, 2022

Author

  • Phongnarin Sukcham

    Knowledge Communication | ผู้ชอบสำรวจการ "ข้าม" วัฒนธรรมของตนเองและสังคม แต่ไม่มองข้ามความอยุติธรรมที่ฉุดรั้งการพัฒนา

ผู้เขียน

  • Phongnarin Sukcham

    Knowledge Communication | ผู้ชอบสำรวจการ "ข้าม" วัฒนธรรมของตนเองและสังคม แต่ไม่มองข้ามความอยุติธรรมที่ฉุดรั้งการพัฒนา

    View all posts

RELATED

นักวิจัยค้นพบวิธีการใช้ ซังข้าวโพด ของเหลือจากภาคเกษตร เพื่อกรองสารพิษออกจากน้ำ

สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดที่สำคัญของโลก โดยกินพื้นที่ 9 ล้านเอเคอร์ของประเทศเพื่อใช้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นข้าวโพดจึงไม่มีสารอาหารมากนัก หล…

นักโทษจะกลับคืนสู่สังคมพร้อมกับการมีสุขภาพกายและใจดีได้ เริ่มต้นจากโภชนาการอาหารที่ดีในเรือนจำ

ถิรพร สิงห์ลอ

ในสหรัฐฯ ชนกลุ่มผิวสี (Black and brown communities) มักเป็นกลุ่มที่ประสบกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารในอัตราที่สูงเป็นทุนเดิม ทว่าการ…

ผู้ชายมีลูกยากมากขึ้น หนึ่งในสาเหตุที่กระทบต่อฮอร์โมนเพศชายและสเปิร์มมาจากสารเคมีและสารพิษต่อสิ่งแวดล้อม

อนามัยเจริญพันธุ์ของผู้ชายทั่วโลกประสบกับปัญหาภาวะมีบุตรยาก (infertility) มาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ห้วงคริสต์ทศวรรษ 1990 การศึกษาในปี 1992 และการศึกษา…

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว นักเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์แม่น้ำโขง รับรางวัล Goldman Environmental Prize ประจำปี 2565

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ‘ครูตี๋’ นักเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์แม่น้ำโขง ได้รับรางวัล Goldman Environmental Prize ประจำปี 2565 (ค.ศ. 2022) เพื่อยกย่อง…

ค้นหา