SDG Updates | สรุปเสวนา “การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งและการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ” (โครงการย่อยที่ 3)

ชวนอ่านบทสรุปเวทีเสวนา หัวข้อ “การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งและการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ” (โครงการย่อยที่ 3) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่านระบบ Zoom Meeting ภายใต้โครงการวิจัยและสนับสนุนระบบการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 (Sustainable Development Goals: SDGs) แบบข้ามภาคส่วนเพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนวาระการพัฒนา

วิทยากรร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน 4 ท่าน ประกอบด้วย

  1. รศ. ดร.นาฏสุดา ภูมิจำนงค์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  2. คุณชนกพร จันทรขันตี นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
  3. คุณวรดลต์ แจ่มจำรูญ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอนุกรมวิธานพืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
  4. คุณอุษารัศม์ จันทร์ภักดี นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ กองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

SDG Updates ฉบับนี้ จะพาทุกท่านเก็บตกประเด็นสำคัญจากวงเสวนาข้างต้นเพื่อเป็นพื้นที่สื่อสาร และเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการระบบนิเวศและคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับ SDG14 และ SDG15 โดยได้แบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก การนำเสนอผลการศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนเป้าหมายย่อยที่ยั่งยืน 14.5 และ 15.5 การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งและการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และ ช่วงที่สอง การเสวนาข้ามภาคส่วน หัวข้อ “ทิศทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพและ Red list Index ในอนาคต และการบูรณาการชุมชนชายฝั่งและพื้นที่ Other effective area-based conservation measures (OECMs) เพื่อเพิ่มพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง ภายใต้กรอบเวลาปี 2030 ผ่านมุมมองของคณะผู้วิจัย 


Section 1: การนําเสนอผลการศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย

01 – ความจำเป็นในการเร่งรัดคุ้มครองทะเลเเละชายฝั่งไทย

รศ. ดร.นาฏสุดา ภูมิจำนงค์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ตั้งต้นวงเสวนาด้วยการกล่าวถึงที่มาและความสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ว่า หลังจากที่เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Goals) สิ้นสุดลง โลกได้เห็นความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติซึ่งกำลังเสื่อมโทรมว่ามีความเกี่ยวข้องและกระทบกับภาคส่วนอื่นทั้งสังคมและเศรษฐกิจ เช่นนั้น SDGs จึงเกิดขึ้นบนฐานคิดที่นับรวมทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้ด้วย โดยที่ผ่านมาเครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Solutions Network: SDSN) ได้มีการประเมินความก้าวหน้าในการขับเคลื่อน SDGs ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งล่าสุดปี 2566 พบว่าประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 43 ของโลก และอันดับที่ 3 ของเอเชีย 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะ SDG14 ทรัพยากรทางทะเล และ SDG15 ระบบนิเวศบนบก ซึ่งเป็นสองเป้าหมายหลักที่โครงการวิจัยนี้ศึกษา พบว่า SDG14 และ SDG15 อยู่ในสถานะท้าทายมาก นอกจากนี้หากพิจารณารายเอียดเชิงลึกลงไปอีก พบว่าเป้าหมายย่อยที่ 14.5 ภายในปี พ.ศ. 2563 อนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างน้อยร้อยละ 10 โดยให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและภายในประเทศ และอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ไม่มีความก้าวหน้า ส่วนเป้าหมายย่อยที่ 15.5 ปฏิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี พ.ศ. 2563 ปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม มีความก้าวหน้าน้อยลง ทั้งนี้ เป้าหมายย่อยทั้งสองเป็นเป้าหมายที่คณะผู้วิจัยใช้เวลาในการศึกษาวิจัยร่วมระยะเวลา 12 เดือน

โดยปลายทางสำคัญมุ่งไปที่การสอบทานสถานการณ์และค้นหากลไกที่จะช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยมีพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งซึ่งปัจจุบันมีอยู่ร้อยละ 5.6 ขยับไปเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตั้งไว้ 

สำหรับเป้าหมายย่อยที่ 15.5 รศ. ดร.นาฏสุดา ระบุว่าพิจารณาจากดัชนีชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม (Red List Index) เป็นหลัก โดยหากยึดข้อมูลจากรายงานสรุปของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ฯ เกี่ยวกับดัชนีดังกล่าว คะแนนของไทยอยู่ที่ 0.7 โดยคะแนนเต็มคือ 1 ซึ่งหากคะแนนยิ่งลดต่ำน้อยกว่า 1 มากเท่าไร หมายความว่าสถานภาพของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น และหากพิจารณาพื้นที่ป่าไม้ของไทย พบว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้มีแนวโน้มที่เกือบจะเท่าเดิม แต่ก็มีแนวโน้มที่ลดลงบ้างเล็กน้อย หรือว่าอย่างที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่าส่วนใหญ่จะไปเกิดอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะประกาศพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช หรือว่าหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ อาจเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

เช่นนั้น “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายนอกพื้นที่คุ้มครอง” หรือ OECM (Other Effective Conservation Measures) จึงกลายเป็นอีก 1 ช่องทางที่คิดว่าน่าจะมีศักยภาพที่จะทำให้พื้นที่อนุรักษ์บนบกสามารถเพิ่มเติมขึ้นได้ รวมถึงทำให้เรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพสามารถเพิ่มมากขึ้น

ส่วนข้อเสนอแนะที่น่าสนใจจากงานวิจัยนี้ รศ. ดร.นาฏสุดา ชี้ว่า คำนิยามเกี่ยวกับ “พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง” หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดูแลอาจยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับคำนี้ที่ยังไม่ตรงกัน เช่นนั้นกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงอาจต้องทำการชี้แจงหรือใช้สื่อต่าง ๆ ชี้ว่าพื้นที่ส่วนใดบ้างที่มีศักยภาพที่จะได้รับการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง นอกจากนี้ พื้นที่ป่าชายเลนก็ควรพิจารณาว่าจะนับรวมเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งด้วย โดยที่ผ่านมา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือ ทช. ได้มีการประกาศชุมชนชายฝั่ง แต่พบว่าชุมชนเหล่านั้นยังไม่ถูกผนวกเข้ากับพื้นที่ป่าชายเลนรอบ ๆ ชุมชนด้วย ทำให้ขาดการเข้าไปดูแล ในอนาคตจึงเสนอว่าชุมชนที่มีพื้นที่ป่าชายเลนต้องนับรวมป่าชายเลนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนด้วย ไม่ว่าจะกว้างมากน้อยแค่ไหนก็ตาม เพื่อช่วยให้เกิดการดูแลคุ้มครองขึ้น 

อีกคำที่มีปัญหาในเชิงนิยามคือคำว่า “อนุรักษ์” รศ. ดร.นาฏสุดา กล่าวว่าต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนิยามของคำว่า “อนุรักษ์”  ว่าในความหมายของคำว่า “อนุรักษ์” เราสามารถที่จะใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าหากกลับไปดูนิยามโดยทั่วไป องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN) เปิดช่องไว้ให้ค่อนข้างเยอะ โดยคำว่า “อนุรักษ์” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเก็บเอาไว้โดยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย ฉะนั้นในเรื่องของการใช้ประโยชน์ก็ควรที่จะได้รับการใช้ประโยชน์ แต่ต้องใช้ประโยชน์แบบยั่งยืน และหากสามารถที่จะบริหารจัดการพื้นที่ในส่วนที่ทาง ทช. ได้ตั้งเป้าหมายไว้แล้ว และพื้นที่ที่มีศักยภาพอื่น ๆ ก็สามารถที่จะบรรลุพื้นที่อนุรักษ์คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง อาจจะเกิน 10% ที่ทางเรา หรือว่าทางทช. ได้ตั้งเป้าหมายไว้สำหรับประเทศไทย


Section 2: การเสวนาข้ามภาคส่วน

02 – Red List Index กับชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม สำคัญอย่างไร

ต่อเรื่อง ดัชนีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม (Red List Index) มีประเด็นที่ควรขยายความเพิ่มเติม โดย คุณวรดลต์ ระบุว่าดัชนีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ปัจจุบันเฉพาะที่เกี่ยวกับพืชในไทย มีความพยายามศึกษาอนุภาคมูลฐาน สำรวจว่ามีทรัพยากรพืชมากน้อยแค่ไหน พร้อมทั้งยังมีการประเมินสถานภาพโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. เป็นหน่วยงานหลักในการประเมิน สนับสนุนงบประมาณ และเป็นผู้ประสานงาน โดยมีการวางแผนที่จะจัดทำให้มีความสม่ำเสมออาจจะเป็นรอบ 5 ปี หรือ 10 ปี ตามแต่ละกลุ่มสิ่งมีชีวิต ซึ่งพืชจะมีการประเมินเป็นครั้งที่ 4 ในปี 2570 

คุณอุษารัศม์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการประเมิน “ชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามของประเทศไทย: สัตว์มีกระดูกสันหลัง” (Thailand Red Data) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับดัชนีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามว่าเริ่มประเมินมาตั้งแต่ปี 2549 และมีเว้นว่างไปช่วงหนึ่ง จนกระทั่งปี 2558 ได้มีการจัดทำอีก โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม อย่างไรก็ดีปี 2558 ยังไม่มีการประเมินสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่ปี 2563 ได้มีการเพิ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในกลุ่มมอลลัสกา (Mollusca) และปะการัง ขณะที่ครั้งถัดไปที่จะจัดทำการประเมินอีกคือปี 2568 และ 2573 ตามลำดับ ซึ่งจะตรงกับช่วงปีปลายทางของ SDGs แน่นอนว่าข้อมูลส่วนนี้จะช่วยเติมเต็มการจัดทำ ดัชนีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลว่าข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำ SDG Index กับข้อมูลที่เป็นจริงนั้นอาจไม่ตรงกัน โดย รศ. ดร.นาฏสุดา กล่าวว่าข้อมูลในที่ใช้จัดทำรายงานอาจไม่ใช่ข้อมูลล่าสุดและอาจไม่ได้มีการสอบทานกลับมา ขณะที่ ผศ.ชล บุนนาค ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมรับฟังเสวนาด้วย ตั้งข้อสังเกตว่าตอนที่ SDSN จัดทำ SDG Index เขาจะเอาข้อมูลจากฐานขององค์การสหประชาชาติโดยตรง หมายความว่าหน่วยงานระดับชาติไม่สามารถส่งข้อมูลตรงไปให้กับ SDSN เพื่อทำดัชนี แต่หน่วยงานระดับชาติสามารถส่งไปที่องค์กรระดับโลกซึ่งรับผิดชอบเรื่องนั้น ๆ เช่น IUCN แล้วองค์กรนี้จะส่งข้อมูลไปรวมในฐานข้อมูลของ UN อีกที จึงน่าสนใจว่ากระบวนการเช่นนี้มีส่วนทำให้ข้อมูลไม่ตรงกันไหม 

ด้าน คุณวรดลต์ ให้ความเห็นต่อการใช้ Red List Index มาประเมินประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติว่าเป็นเกณฑ์ตามหลักสากล เพียงแต่ประเทศไทยมีข้อจำกัดและติดขัดด้านงบประมาณจึงทำให้การจัดเก็บข้อมูลไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะควร สถานะค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอนุกรมวิธานของสิ่งมีชีวิตไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทางออกหรือกลไกหนึ่งที่น่าสนใจนำมาใช้จัดการคือการจัดทำระบบฐานข้อมูล ซึ่งที่ผ่านมา สผ. ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยได้จัดทำ TH-BIF ซึ่งเป็นฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และหากในอนาคต TH-BIF มีความเสถียรและมีประสิทธิภาพตามที่คาดหวังก็จะช่วยลดประเด็นการซ้ำซ้อนของข้อมูล

ขณะที่อีกปัญหาที่เกี่ยวข้องกันคือเรื่องข้อมูลอนุกรมวิธานเกี่ยวกับพืชค่อนข้างถูกให้ความสำคัญน้อยลง ทั้งบุคลากรและงบประมาณในการทำ อย่างไรก็ดี เราวางแผนไว้แล้วว่าจะศึกษาและเก็บภาพรวมข้อมูลอนุกรมพันธุ์พืชของประเทศไทยในปี 2570  


03 – OECM และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจอีกประเด็นจากวงเสวนาคือ “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายนอกพื้นที่คุ้มครอง” หรือ OECM (Other Effective Conservation Measures) โดย คุณอุษารัศม์ อธิบายว่าเกณฑ์หลักของ OECM ประกอบด้วย 

  • ต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกพื้นที่คุ้มครอง 
  • ต้องเป็นพื้นที่ที่มีขอบเขตชัดเจนและมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจน 
  • ต้องเป็นพื้นที่ที่มีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ อาจจะเป็นแหล่งที่อยู่ของชนิดพันธุ์ที่อยู่ในสถานภาพถูกคุกคาม 
  • ต้องมีความยั่งยืนในการบริหารจัดการให้รักษาความหลากหลายและคงความยั่งยืนในระยะยาวได้ 
  • ต้องเป็นพื้นที่ที่มีการส่งเสริมหน้าที่และบทบาทของระบบนิเวศในการให้บริการ 

ทั้งนี้ จากการประชุมและรับฟังความเห็นคณะที่จัดทำหลักเกณฑ์ได้กำหนดเกณฑ์ย่อยออกมาเป็น 8 หลักเกณฑ์ ได้แก่ 1) พื้นที่ต้องไม่ใช่พื้นที่คุ้มครองตาม IUCN 2) มีความเป็นไปได้ที่จะสนับสนุนคุณค่าและความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และจะมีเกณฑ์ย่อยเป็นคุณค่าด้านระบบนิเวศ คุณค่าด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 3) ต้องมีขอบเขตชัดเจน 4) ได้รับการยืนยันหรือสนับสนุนว่ามีความสามารถในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืนและระยะยาว 5) มีกลไกในการกำกับดูแลที่ชัดเจน และจะมีเกณฑ์ย่อย ๆ ลงไปประมาณ 8 หลักเกณฑ์ ถ้าเข้าข่ายทุกหลักเกณฑ์ จะสามารถเป็นพื้นที่ OECM ได้ แต่ถ้าไม่ครบทั้ง 8 หลักเกณฑ์ จะเป็นพื้นที่คล้าย ๆ เรียกว่าเป็นแคนดิเดตที่มีศักยภาพที่จะเป็น OECM แต่ต้องไปปรับปรุงหรือว่าไปพัฒนาให้ครบทั้ง 8 หลักเกณฑ์ ถึงจะมาเข้าสู่การเป็น OECM อันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความเห็นอยู่ อาจมีการเปลี่ยนแปลง หรือปรับหลักเกณฑ์ต่อไป 

ด้าน คุณวรดลต์ ระบุว่า OECM ของไทยค่อนข้างมีความก้าวหน้าอยู่มากโดยเฉพาะเรื่องการประชุมกำหนดเกณฑ์และขอบเขต อีกทั้งยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมได้ผ่านฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่ TH-BIF และ TH Journey ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่คนทั่วไปสามารถถ่ายภาพสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติและส่งเข้ามา โดยมีกลไกตรวจสอบเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีอีกกลไก คือการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) แก่นักอนุกรมวิธานควบคู่กับนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์และบุคคลทั่วไป และที่สำคัญนักวิจัยนำข้อมูลจากแอปพลิชันดังกล่าวไปใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อประเมินสถานภาพด้วย 

คุณอุษารัศม์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า TH-BIF และ TH Journey ยังไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจใช้ได้แค่ในพื้นที่นำร่องเท่านั้น แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา และอาจต้องมีการสร้างวาระหรือกิจกรรมที่ข้องเกี่ยวสำคัญขึ้นมา พร้อมระบุด้วยว่าในปี 2568 อาจได้รับงบประมาณสนับสนุนสำหรับการประเมินสถานภาพกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกสันหลัง โดยมีการจัดอบรมให้คนที่ทำงานหรือเชี่ยวชาญในการจำแนกและประเมินสถานภาพมาให้ความรู้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง 

เมื่อพูดถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนแล้ว คุณอุษารัศม์ กล่าวว่ายังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากตอนนี้ สผ. อยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีหมวดที่ 3 ว่าด้วยเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดทำบัญชีทรัพยากรชีวภาพในระดับพื้นที่ แต่ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการอ่านตรวจสอบและแก้ไขของคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงยังไม่แน่ใจว่าจะออกมาในรูปแบบที่ให้คนที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นคนรวบรวมบัญชีทรัพยากรธรรมชาติ โดยทำงานร่วมกับ สผ. หรือให้ สผ. เป็นผู้ดำเนินการร่วมกับชุมชนและสถาบันการศึกษา แต่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ก็สะท้อนว่า สผ. ไม่ได้ละเลยเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในการที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดทำบัญชีทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องของการอนุรักษ์และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมด้วย 

คุณอุษารัศม์ อธิบายเพิ่มเติมว่าวัตถุประสงค์ของหมวดที่ 3 คือ อยากให้ชุมชนหรือประชาชนได้รู้ว่าในพื้นที่ตัวเองมีทรัพยากรอะไรบ้างที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือควรจะต้องอนุรักษ์ไว้ ซึ่งเชื่อมโยงกับการนำไปใช้ประโยชน์และการแบ่งปันผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือทรัพยากรอย่างอื่นกลับมาสู่ชุมชน สร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นการสร้างแรงจูงใจ ตระหนักรู้ว่าคุณค่าของทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ของตน และท้ายที่สุดจะทำให้เกิดการหวงแหนและการอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น

ด้าน คุณชนกพร กล่าวว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนยังมีความสำคัญกับการประกาศให้พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เนื่องจากมีกระบวนการที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการประกาศนั้น ๆ และรวบรวมความเห็นของประชาชน นอกจากนี้ในเรื่องของการพัฒนาต่อ ทาง ทช. เห็นว่าถ้าช่วยพัฒนาชุมชนชายฝั่งให้สามารถจัดการดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องมีกฎหมายเข้าไปบังคับ แต่เขาอาจใช้ข้อตกลงในชุมชนเพื่อดูแลและจัดการทรัพยากรหน้าบ้านของเขาเองได้ แบบนี้ก็จะนับว่าเขาเป็น OECM ประเภท LMMA (Locally Management Marine Area) ซึ่งคิดว่าะยั่งยืนกว่า และอาจจะทำได้ง่ายกว่า ถ้าชุมชนนั้นมีความชัดเจน มีขอบเขตว่าพื้นที่บริเวณหน้าบ้านชายฝั่งออกไประยะทางเท่าไหร่ เขาจะอนุรักษ์อะไรบ้าง และมีมาตรการชัดเจนอย่างไร

ต่อความก้าวหน้าของการสนับสนุนเรื่องนี้ คุณชนกพร ระบุว่า ทช. กำลังขยับและเริ่มตั้งคณะทำงานที่จะมาจัดทำเกณฑ์ว่าชุมชนไหนที่จะเข้าข่าย มีศักยภาพ หรือประสิทธิภาพที่จะพัฒนาให้เป็น OECM ในรูปแบบของ LMMA บ้าง 

นอกจากนี้ คุณชนกพร ยังมองถึงความหวังในการคุ้มครองพื้นที่ทางทะเลให้บรรลุร้อยละ 30 ผ่านกระบวนการ OECM ว่าพื้นที่คุ้มครองทางทะเลของประเทศไทย ตอนนี้มีทั้งหมด 323,488 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 5 ที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งนับว่าน้อยนิด

ถ้าปี 2573 หวังให้มี 30% อาจทำผ่าน OECM ในรูปแบบ LMMA ชุมชนชายฝั่งของไทยมีเป็นร้อย ๆ ชุมชน ถ้าเริ่มสักชุมชนหนึ่ง ขับเคลื่อนไป ก็จะมีแนวทาง แล้วขยายไปทุกชุมชน โอกาสที่จะบรรลุเป้าคิดว่าน่าจะมีโอกาส

แต่ยังไม่นับรวมกับ OECM ประเภทอื่น ที่เคยมีการรวบรวมไว้ เช่น โบราณคดีใต้น้ำ พื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร พื้นที่ปลอดภัยขาแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม ซึ่งสำหรับ ทช. จะพยายามทำสิ่งที่อยู่ในขอบเขตที่ ทช. สามารถดำเนินการได้ก่อน โดยไม่ต้องอาศัยหน่วยงานภายนอกมากนัก เพราะคิดว่าน่าจะขับเคลื่อนได้คล่องตัวกว่า


04 – กลไกสร้างพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มเติม 

ขยับจากการพูดคุยประเด็นการคุ้มครองทางทะเลมาสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศบนบก รศ. ดร.นาฏสุดา ชวนถกสนทนาว่าจะมีกลไกเพิ่มเติมอีกไหมในการที่จะอนุรักษ์พื้นที่ให้มีมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ป่าชุมชนบนบกซึ่งขณะนี้ไม่ได้ถูกนับรวมเป็นพื้นที่อนุรักษ์ด้วย 

คุณวรดลต์ ให้ความเห็นว่าพื้นที่ของไทยไม่สามารถขยายได้แล้ว มีหนทางเดียวคือการเชื่อมต่อพื้นที่อนุรักษ์ต่าง ๆ ที่เป็นหย่อมป่าขนาดใหญ่ เป็นแนวทางที่กรมอุทยานต้องให้ความสำคัญ ในการเชื่อมต่อพื้นที่ป่าทางบก ให้ติดดต่อกัน เพราะจะมีประโยชน์ในแง่การแลกเปลี่ยนพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต และสร้างความมั่นคงคุณภาพของพันธุกรรม แต่หากประชากรไม่สามารถแลกเปลี่ยนพันธุกรรมได้ก็ส่งผลต่อคุณภาพของพันธุกรรม รวมถึงเส้นทางที่ผ่านทางเรา เห็นว่าเขาพยายามจะงดใช้เส้นทางที่ตัดผ่านป่าแล้ว อาจจะเป็นการยกระดับหรือว่าการกำหนดเส้นทางอ้อมขึ้นไป เพื่อให้ป่าสามารถรองรับได้ นอกจากนี้ยังควรต้องมีทางเลือกให้กับประชาชนด้วยให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุข สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ป่าได้

คุณวรดลต์ ยังเสนอว่าพื้นที่ที่จำกัดต้องหาทางเลือกอื่น นั่นก็คือ OECM ถ้ามองเชิงนิเวศ จะเห็นว่าหย่อมป่าจะสามารถคงอยู่ได้ แล้วเกิดการเชื่อมต่อกันเหมือนเอาก้อนหินมาตั้ง จะกระโดดข้ามไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นทางเชื่อมโดยธรรมชาติที่เป็นแบบหย่อมกระโดดไปกระโดดมาของสิ่งมีชีวิต หรือสิ่งมีชีวิตที่แลกเปลี่ยนพันธุกรรมได้ แต่ต้องรักษาตรงนี้ไว้ให้ได้ เพราะว่าบางพื้นที่ห่างกันมากจนไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งบางทีก็คงหมดโอกาสแล้วที่จะเชื่อมต่อเพราะความเป็นเมือง เป็นถนน เป็นเขื่อน แนวทางที่ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่พยายามแก้ปัญหาได้ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่าอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ให้สามารถดำเนินการได้ โดยเฉพาะ OECM ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะการที่ชุมชนเข้ามามีส่วนในการจัดการโดยทางภาคเอกชน เพราะว่าอย่างที่สมาคมอนุรักษ์นก ซื้อที่ดินที่เป็นของเอกชนนั้นชัดเจนมากว่าเป็นการช่วยเหลือจากภาคเอกชนระดมทุนทั่วโลกมาเพื่อรักษานก


05 – งบประมาณและการเป็นหุ้นส่วนขับเคลื่อน 

การจะขับเคลื่อนการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพต่าง ๆ ไว้ได้จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณที่เพียงพอและการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม การผลักดัน OECM ที่ทำอยู่อาจต้องอาศัยการสนับสนุนงบประมาณที่เพิ่มขึ้น โดย คุณอุษารัศม์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าตอนนี้ สผ. ทำเรื่อง OECM ในเรื่องของการยกร่างหลักเกณฑ์ในการทำชนิดที่มีความโดดเด่น (iconic species) ในแต่ละระบบนิเวศ เพื่อเตรียมที่จะพัฒนาไปเป็น OECM ในอนาคต โดย สผ. ไม่ได้ใช้งบประมาณจากในประเทศแต่ใช้เงินจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น กองทุนสิ่งแวดล้อม ของประเทศเยอรมัน

ด้าน รศ. ดร.นาฏสุดา เสนอว่าอาจของบประมาณจาก วช. มาสนับสนุนได้ โดยขอทุนงบประมาณวิจัยมาสนับสนุน เพื่อที่จะทำให้ สผ. ได้ข้อมูลที่กรองอยู่ในมือพอสมควร ทั้งนี้ กระบวนการอาจจะช่วยกันได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะว่ามีมหาวิทยาลัยที่อยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะเยอะ และจะได้ขอความร่วมมือกันว่าในเรื่องของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำ จะได้รู้ว่าภาคส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับประมงมีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญอยู่ในจังหวัดนั้นได้บ้าง หรือว่าภาคส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับป่าไม้เอง จะได้ทำให้ตัวลงพื้นที่ที่ทาง สผ. มีเป้าหมายไว้ หรือว่าที่เราเห็นว่าน่าจะมีศักยภาพจะได้ถูกกรองในแต่ละชั้นได้เร็วยิ่งขึ้น 


อติรุจ ดือเระ – ผู้เรียบเรียง
แพรวพรรณ ศิริเลิศ – พิสูจน์อักษร
วิจย์ณี เสนแดง – ภาพประกอบ

รับชมวิดีโอบันทึกจากงานเสวนาวิชาการสาธารณะ : ที่นี่
ติดตามสรุปเสวนาในโครงการทั้ง 6 เวที : ที่นี่

SDG Updates ฉบับนี้เป็นบทความในชุดข้อมูลภายใต้โครงการวิจัยและสนับสนุนระบบการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 (Sustainable Development Goals: SDGs) แบบข้ามภาคส่วนเพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนวาระการพัฒนา สนับสนุนภายใต้ความร่วมมือระหว่าง 1. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 2. เครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย (SDSN Thailand) 3. ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) 4. คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5. หน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง (Urban Futures & Policy)  6. ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) 7. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 8. คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  และ 9. สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUSRI) ซึ่งจะมีการเผยแพร่ทาง SDG Move อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2567

Author

ผู้เขียน

RELATED

SDG Updates | อีก 135 ปี โลกถึงจะมี ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ – สรุปรายงาน GLOBAL GENDER GAP REPORT 2021

World Economic Forum เผยแพร่รายงาน Global Gender Gap Report 2021 หรือ รายงานสถานการณ์ช่องว่างระหว่างเพศระดับโลก ประจำปี 2021 เพื่…

Brain Bank Center ปทุมฯ สุมหัว

เช้าแรกที่สดใสในวันเปิดเทอม ฉันสวมใส่ชุดนักศึกษาเสื้อสีขาวสะอาดตา กระโปรงสีดำคลุมเข่า สองเท้าที่ก้าวเดินไปยังตึกคณะ เกือบสองปีแล้วที่ฉันเรียนออนไลน์อ…

บทสรุปความต้องการของพื้นที่: สิ่งที่ภาคกลางต้องการเพื่อแก้ปัญหาสำคัญ

ทำความรู้จักโครงการ Area Need ได้ที่นี่

ดาวน์โหลดชุดภาพอินโฟกราฟิกบทความนี้ได้ที่นี่

1. ประเด็นการพัฒนาที่พื้นที่ให้ความสำคัญ

กา…

SDG Updates |  รายงานความสุขโลก ปี 2025 – ‘ฟินเเลนด์’ ประเทศมีความสุขที่สุด 8 ปีติดต่อกัน ส่วน ‘ไทย’ ขยับมาอันดับที่ 49 พบภาพรวมวัยหนุ่มสาวทั่วโลก 19% ไร้ที่พึ่งพิงทางสังคม

เนื่องในวันแห่งความสุขสากล (International Day of Happiness) ซึ่งตรงกับวันที่ 20 มีนาคมของทุกปี เครือข่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable D…

ค้นหา