เมืองที่มีที่อยู่อาศัยแนวราบและมีความหนาแน่นสูง อาจเป็นรูปแบบเมืองที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ดีที่สุด

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Urban Sustainability ระบุว่าเมืองที่มีที่อยู่อาศัยแนวราบ (low-rise) และที่มีความหนาแน่นสูง (high-density) เป็นรูปแบบเมืองที่มีความยั่งยืนมากที่สุด เมื่อพิจารณาระดับปริมาณก๊าซเรือนกระจกปล่อยออกมาจากเมืองประเภทอื่น ๆ

นักวิทยาศาสตร์ทำการเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิต (Life-cycle GHG) ของอาคารในรูปแบบที่อยู่อาศัยของเมือง 4 รูปแบบ ได้แก่

  1. เมืองที่มีที่อยู่อาศัยในแนวดิ่งและมีความหนาแน่นสูง (high-rise, high-density) เช่น แมนฮัตตัน สหรัฐอเมริกา
  2. เมืองที่มีที่อยู่อาศัยในแนวราบและมีความหนาแน่นสูง (low-rise, high-density) เช่น ปารีส ฝรั่งเศส
  3. เมืองที่มีที่อยู่อาศัยในแนวดิ่งและมีความหนาแน่นต่ำ (high-rise, low-density) เช่น บราซีเลีย โปรตุเกส และ
  4. เมืองที่มีที่อยู่อาศัยในแนวราบและมีความหนาแน่นต่ำ (low-rise, low-density) เช่น พื้นที่ชานเมือง

สรุปได้ว่า เมืองที่มีอาคารสูงและมีความหนาแน่นสูงเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 154% เมื่อเทียบกับเมืองแนวราบที่มีความหนาแน่นสูง ในขณะที่เมืองที่มีที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นต่ำที่ต้องการใช้ที่ดินมากกว่าถึง 142% ดังนั้น การเพิ่มความหนาแน่นของเมืองโดยไม่เพิ่มความสูงของเมืองจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิต และเพิ่มความจุของประชากรในอัตราสูงสุดได้ด้วย

การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน จึงมีความเชื่อว่าการสร้างที่อยู่อาศัยขึ้นไปในแนวดิ่งและหนาแน่นมากเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม การออกแบบสิ่งแวดล้อมในเมืองมักมองข้ามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตและคำนึงถึงการใช้พลังงานในการดำเนินงานอาคารเป็นหลัก (เช่น ระบบทำความร้อน ระบบแสงสว่าง) ซึ่งมีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา แต่ไม่ได้รวมถึงพลังงานที่ใช้และมลพิษที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดหาวัตถุดิบ การผลิตส่วนประกอบอาคาร การก่อสร้างและการทำลายโครงสร้างอาคาร และการขนส่งข้ามพื้นที่ระหว่างแต่ละเฟสของการก่อสร้างอาคารเข้าไปด้วย

ประเด็นดังกล่าว เกี่ยวข้องกับ
#SDG11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
- (11.3) ยกระดับการพัฒนาเมืองและขีดความสามารถให้ครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อการวางแผนและการบริหารจัดการการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อย่างมีส่วนร่วม บูรณาการและยั่งยืนในทุกประเทศ ภายในปี 2573
- (11.B) ภายในปี 2563 เพิ่มจำนวนเมืองและกระบวนการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่เลือกใช้และดำเนินการตามนโยบายและแผนที่บูรณาการเพื่อนำไปสู่ความครอบคลุม ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร การลดผลกระทบ และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีภูมิต้านทานต่อภัยพิบัติและให้พัฒนาและดำเนินการตามการบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติแบบองค์รวมในทุกระดับ โดยเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานเซนไดเพื่อการลดความเสี่ยง
จากภัยพิบัติพ.ศ. 2558 – 2573

ที่มา : Paris or Manhattan: Which type of city is best for reducing emissions? (WEForum)

Last Updated on ตุลาคม 19, 2021

Author

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

ผู้เขียน

  • Social Media Manager - ตัวแทน 'คนธรรมดา' ในชุมชนนักวิชาการ อ่าน แปล และสื่อสารเรื่องความยั่งยืน

    View all posts

RELATED

รายงานข้อมูลประชากรโลกปี 2566 ชี้ ‘Climate Change’ มีผลต่ออัตราการตายทั่วโลก  – ขณะที่ไทยจะมีประชากรในปี 2593 น้อยกว่าปัจจุบัน 8 ล้านคน

ข้อมูลจากเอกสารข้อมูลประชากรโลก ฉบับปี 2566  (World Population Data Sheet 2023) โดยสำนักงานอ้างอิงประชากร (Population Reference Bureau: PRB) เผย…

EU ร่างข้อเสนอให้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกเปลี่ยนผ่านพลังงานและการลงทุนที่ยั่งยืน

เปิดปี 2565 คณะกรรมาธิการยุโรปเผยร่างข้อเสนอจัดให้ก๊าซธรรมชาติและพลังงานนิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานทางเลือกของ “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน” อีกทางเลือกห…

SDG Spotlight – 5 ข่าว SDGs น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ 4 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2567

จากการสำรวจข่าวสารความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อการขับเคลื่อน SDGs ระหว่างวันที่  24 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2567 มีข่าวสารความเคลื่อนไหวท…

ชาวประมงรายย่อยใช้แอปพลิเคชัน และ AI เพื่อรับมือ Climate Change ที่คุกคามวิถีชีวิตประมงชายฝั่ง

ชาวประมงรายย่อยมีสัดส่วนประมาณ 90% ของชาวประมงและแรงงานจับปลาทั่วโลก ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงและการจับสัตว์น้ำเกินข…

ค้นหา